วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เรื่องของบุญ

หลายคนไม่เคยนึกว่า ในบัญญัติศัพท์ของหลายภาษา เช่น อังกฤษ ไม่มีคำว่า บุญ

ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยรู้ จึงนิยามความหมายของบุญไม่ได้ ด้วยไม่เข้าใจ ไม่รู้นั่นเอง

อย่าว่าแต่คนที่ไกลต่างชาติต่างพันธ์เลย แม้นแต่คนที่คิดว่าตนเป็นชาวพุทธ ลองถามตัวเองรู้จัก ความหมายหรือไม่ ถามร้อยคน อาจตอบไม่เหมือนกันเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เราท่านไม่รู้เรื่องศาสนา ด้วยเหตุที่ว่า โลกใบนี้ มีอำนาจกรรม ปกครองอยู่ เรียกโลกโลกียะ มีแต่กรรมดี กรรมชั่ว เป็นบริวารกรรม ให้สุขให้ทุกข์

ศาสนา มีธรรมเป็นอำนาจ มีบุญ ทาน เป็นบริวาร ให้แต่สุข เป็นของนอกโลก คือโลกของโลกุตระ เมื่อถึงวันเวลา จึงสามารถเข้ามายังโลก แล้วสอน มีผู้อาสาทำตน คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นพระพุทธเจ้า รองรับอำนาจธรรม ไปหาสาวก ครั้นครบเวลาอำนาจธรรมก็จะหอบคนเหล่านี้ไปโลกนิพพาน

ด้วยเหตุที่คนรู้ คือคนที่ทำตนของตนได้ไปหมดแล้ว เรื่องของศาสนาจึงกลายเป็นเรื่องเล่าขาน ยิ่งไกลจากยุคของพระพุทธเจ้าเท่าไร ความรู้ยิ่งผิดเพี้ยน มาวันนี้ จึงมีผู้อ้าง บุญทาน หากินกันเต็มบ้านเต็มเมือง คนทำมีแต่ความเชื่อที่สืบต่อกันมา หามีความรู้ไม่ จึงกลายเป็นเหยื่อคนโลภ

ผลก็คือ บางคนถึงวันนี้ หวนคิดก็อดสงสัย ตนทำบุญทาน มาตลอดชีวิต ทำไมจึงพบความเลวร้าย ทุกข์มาเป็นโรค ไยบุญทานที่ทำมาไม่มาเกื้อหนุนตนให้พ้นทุกข์

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นเสมอว่า ก็นั่นมันของเก๊ บุญทานที่ได้ จึงเป็นแต่ลม นึกเอาเอง หาบุญทานที่แท้จริงไม่

นี่แลศาสนาจึงเอาสมุนไพรมาล่อ เราท่าน ใช้ทุกข์ที่มีพามาหาศาสนา แล้วชี้แนะวางเหยื่อ เราท่านเมื่อฟังแล้วทำตาม จึงหายโรค พ้นทุกข์อันนี้ได้

แล้วหลวงพ่อนิพนธ์ก็ใช้โอกาสนี้ ชี้ช่องบุญ ก็แค่เสี้ยวของอำนาจคือสมุนไพร ยังมีคุณค่ามหาศาล ถ้าเราท่านได้ไปเรียนรู้วิธีการสร้างบุญ แล้วทำ ผลที่จะพึงได้ยิ่งมากมายมหาศาล นั่นคือ ชีวิตปลอดภัย มีสุข อย่างแน่นอน

สิ่งที่เป็นอุปสรรค คือความรู้เดิมที่ผิดนั่นเอง เราท่านคิดว่าตนรู้ทั้งที่ตนไม่รู้ สิ่งที่ทำจึงไม่เป็นผล เราท่านจะรู้ได้โดยไม่เรียน เป็นไปไม่ได้

ยกตัวอย่าง ที่ไหนก็รู้ว่า การไม่โกรธ เป็นเรื่องดี ทุกลัทธิ ทุกศาสนา ล้วนสอนให้ทำทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ผลแห่งการทำ ทำไมติดอยู่แค่กรรมดี ไม่เป็นบุญ ทำแล้วแก้ปวดท้องยังไม่ได้เลย

นี่แล ทำไมเราท่านอยากได้บุญ จึงต้องไปเรียน วิชาบุญจากพระของหลวงพ่อนิพนธ์ เรียนแล้วจะไปทำสร้างบุญที่ไหนก็ได้ในโลก ไม่จำเป็นต้องที่วัด

คนโลภ มันก็อ้าง อยากทำบุญต้องมาวัด เพื่อให้ตนหลอกเอาทรัพย์ เอาวัตถุ แลสอนให้ติดวัตถุ จนไม่เห็นธรรมคำสอน ภาพที่ปรากฏ คนไปวัด แทนที่จะสงบ กลับมาด่าลูก ด่าเมีย ด่าผัว ตีรันฟันแทง ด้วยมีของดี

บุญของพระพุทธเจ้าไม่ได้มาง่ายปานนั้นหรอก แลวันใดที่พระพุทธเจ้าปรากฎโฉม พวกเอาศาสนามาหากิน ห่มเหลืองนี่แหละ จะต้องถูกสังคายนาก่อน

วันนั้นเราท่านจะได้เห็น คนห่มเหลืองที่กล่าวเรียกให้เอาเงินมาทำบุญ ถูกฟ้าดินกระทืบ ถอดจีวรแทบไม่ทัน

บทสรุป เพื่อไม่ให้เราท่านหลงทางบุญ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกำหนดแผ่นดินลพบุรี คือสถานปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ให้เราท่านคนใดอยากเรียนรู้ อยากสร้างบุญ ได้ไปเรียน และทำ เมื่อรู้แล้ว ทีนี้อยู่ที่ใดก็สร้างบุญได้ อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย ให้โคตรมะเร็งก็ไม่กลัว เพราะนั่นคือบุญจริงๆ มีอำนาจเหนือกรรมเหนือเวร นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เต็มเสียแล้ว

เรื่องของศาสนาที่แท้จริง มีคนรู้น้อยกว่าน้อย มีคนทำยิ่งน้อยกว่า

เราท่านมีวาสนาได้เวียนมาพบศาสนา ถึงจะไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่ก็เป็นสายตรง ที่ไม่ผิดเพี้ยน มีผลแห่งการกระทำเป็นบุญเป็นทาน ไว้ช่วยตนได้

ก็แล้วอะไรเล่า ถ้าไม่ใช่กรรมบังตา บังใจ มาถึงที่แล้ว หลายคนก็ไม่คิดจะเรียนหนทางช่วยตน จึงเห็นได้ทั่วไปว่า ไม่สนใจในเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังหนึ่ง ไม่เน้นในสิ่งที่ตนกระทำหนึ่ง

เราจึงแปลกใจว่าหรือทุกข์ที่เกิดแก่ตนนั้นของปลอม จึงมาทำเล่นเช่นนี้ได้

เราท่านประมาทคู่ต่อสู้จนเกินไป เห็นโรค แต่ไม่เห็นกรรม ที่ซึ่งมีอำนาจมหาศาล จึงทำตัวเป็นผู้รู้ ผู้ทำ ในเรื่องบุญ ว่าตนทำถูก ทำมาก บางคนแทบจะคุยทับเลยว่าตนนั้นทำมาตลอดชีวิต ทำมากมายบับไม่ไหว

เมื่อมายังสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ จึงไม่สน เพราะคิดว่าความรู้ในศาสนาหรือบุญของตนนั้นมีแล้ว ไม่ต้องฟัง แต่ความเป็นจริงที่ปรากฏก็เห็นอยู่ ว่าสิ่งที่ตนรู้ตนทำแล้วคิดว่าเป็นบุญนั้น มันคิดเอาเองเออเอง ทำให้ตายก็หาช่วยตนได้ไม่ ทุกข์จึงมาหาตน ไม่มีลด มีแต่เพิ่ม เป็นพยานใหญ่

เราจึงสงสัยว่า เมื่อทำตนเต็มเสียแล้วเช่นนี้ จะมาให้เสียเวลาทำไมเล่า เพราะการกระทำที่จะทำ ก็ไม่ถูกตามร่องธรรม ไม่ควบคุมนิสัยตน แล้วจะเดินไปอย่างไรในทางศาสนา หากไม่เรียนธรรมแล้วมานำตน

ภาพความสงบอันเป็นหนทางธรรมที่ต่ำสุด ด้วยแค่บังคับกาย ก็ไม่สน อ้างว่าตนเสียสละแล้ว ช่วยเป็นจิตอาสาแล้ว เอาโน่นนี่มาเยอะแล้ว แต่นั่นมันกระพี้ แก่นของศาสนาคือนิสัย หากไม่ควบคุม จะรอผลแห่งกระพี้ คือการทำให้ เสียสละ หรือทำตนเป็นพระเวสสันดร นั้น อาจจะตกใจเมื่อพบความจริง ว่าผลอันนั้นถูกนิสัยตนทำลายสิ้น

ด้วยเหตุที่มือนั้นทำ แต่วาจานั้นทำลาย นั่นเอง

จึงน่าเสียดาย เสมือนทำเท่าไร หาเงินได้มาก แต่ก็ไม่มีเงินเก็บ เพราะเข้ากระเป๋าซ้าย ออกกระเป๋าขวาไปเสียหมด

สิ่งที่เราท่านกำลังทำ คนทั้งโลกทำไม่ได้ ไม่ต้องถึงมะเร็ง แค่โรคกระเพาะ หมอก็หมดปัญญาแล้ว นั่นคือเรื่องไม่ธรรมดา แค่สวดมนต์แล้วทานสมุนไพร หายได้อย่างไร แสดงว่ามนต์ที่สวดนี้ไม่ธรรมดา พฤติกรรมที่ทำนี้ดูพื้นๆ แต่ไม่ธรรมดา และต้องถูกตามร่องธรรมด้วย ผลถูกจึงเกิด

แต่เพราะความไม่เรียนรู้ จึงไม่ควบคุมตน ทำของสูงกลายเป็นของธรรมดา ที่ไหนก็มี จึงตกร่อง ทำเสียเหมือนไม่ได้ทำ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ที่นี้ทำสูงได้สูง ทำต่ำได้ต่ำ ทำอย่างไรได้อย่างนั้น

แลความเป็นจริง อย่าว่าแต่เรื่องบุญเลย แค่เรื่องทาน ยังไม่รู้เลย เรื่องของศาสนายิ่งไม่ต้องกล่าว ยิ่งทำตนรู้ ทำตนเต็มว่าข้ารู้หมด ที่นี้ก็ได้แต่นั่งมอง คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเราท่านทำตนรู้ แลกำหนดทางของตนไว้แล้ว จะพูดสักฉันใดว่าเดินผิดทางแล้ว ก็ยืนยันจะเดิน รู้อีกทีตนของตนก็ใกล้จบ กลับตัวไม่ทัน ถึงตอนนั้นอาจจะมาโทษกันเสียอีก

บทสรุป หากอยากช่วยตนให้สำเร็จ ควรที่วางความเชื่อของตนลงเสียก่อน แล้วมาฟัง มาพิจารณา แล้วทำตามคำสอนของแม่ชีเมี้ยนที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาส่งให้ และดูผล เมื่อผลถูกเกิด แล้วจึงเชื่อ หากไร้ผลก็วางไปหาหนทางใหม่ที่ตนชอบ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทางบุญ

มีจิตอาสาหลายท่านสงสัย ในสิ่งที่วิทยากรกล่าวว่า ในเมื่อปัจจุบันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้กำหนดให้ แผ่นดินมูลนิธิไทยกรุณา เป็นแผ่นดินทาน ทำแล้วได้ทาน เป็นผลตอบแทน แลแผ่นดินที่สำนักสงฆ์แม่ชีเมี้ยนกรุณา เป็นแผ่นดินบุญ ทำแล้วได้บุญ เป็นผลตอบแทน

คำถาม จึงเกิดขึ้นว่า ก็อดีตที่ผ่านมา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า การทำในแผ่นดินของมูลนิธิไทยกรุณา นั้นเป็นบุญ เมื่อตอนนี้ทำแล้วไม่ได้บุญ จะทำทำไม สู้ไปนั่งเฉยๆ รอรับสมุนไพร ไม่ต้องตื่นแต่เช้า ตีสองตีสาม รีบมาไม่ดีกว่าหรือ

นี่แลคือปัญหา ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า ตัวท่านเองไม่มีเวลาในการอบรม ให้ความรู้ในทางบุญ ผู้ทำจึงขาดความเข้าใจ

เราจึงยกคำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ทำไมการทำตนในอดีตตามหลวงพ่อนิพนธ์บอก จึงเป็นบุญ

ก็ด้วยเหตุที่เราท่านทั้งหลาย ยังไม่รู้วิธีการสร้างบุญว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้น เพื่อให้ได้บุญไปเกื้อหนุนเราท่านได้โดยเร็วไว โดยไม่ต้องรอเราท่านทำ จึงกำหนดหรือที่พระท่านเรียกว่า บุคคลิก งานใดๆ ให้แก่คนที่มาทำให้ แล้วเอาบุญส่วนกลางที่ท่านมี ไปตอบแทนคนเหล่านั้น เพื่อให้เป็นบุญเลี้ยงตน

แลก็หวังว่า เมื่อเราท่าน มีกำลัง มีความพร้อม และได้รับการเรียนรู้ในวันข้างหน้าแล้วไซร้ ก็จะสามารถสร้างบุญได้ด้วยตนเอง คืนกลับมาหาท่าน เรียกว่า ให้ยืมบุญไปใช้ก่อนนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้เอง เราท่านทั้งหลายจึงไม่ยังไม่ต้องทำนิสัย เพื่อสร้างบุญ แต่ก็มีบุญมาเกื้อหนุน

มาวันนี้ เมื่อสิ้นหลวงพ่อนิพนธ์ ทางบุญอันนี้จึงถูกปิดลง เพราะไม่มีผู้ใดมีบุญส่วนกลางมาให้เราท่านได้หยิบยืมใช้อีกแล้วนั่นเอง ทางบุญที่เหลือ จึงต้องทำเอง

คำถามก็คือ แล้วเป็นจิตอาสาได้อะไร

เรื่องของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า สมบัติเพียงอย่างเดียวที่จะนำมาใช้ในศาสนาได้ แลเป็นเครื่องมือในการหาบุญ นั่นคือ ตนของตน

แลศาสนา มีขั้นของการปฏิบัติ เพื่อสร้างคุณสมบัติ รองรับอำนาจบุญของศาสนา

การจะเติบใหญ่ ในแต่ละขั้นของศาสนา จนสำเร็จ ล้วนมีรากฐานมาจากความกตัญญู เป็นหัวใจ

และขั้นตอนพื้นฐาน ก็เริ่มจากการทำกาย ไปวาจา จนถึงขั้นใจ

เมื่อเราท่านมาทานสมุนไพร ได้ฟังคำสอน เชื่อ และมีใจกตัญญู อยากตอบแทนพระคุณ ของศาสนา แม่ชีเมี้ยน พระพุทธ รวมถึงหลวงพ่อนิพนธ์ ก็จึงเริ่มด้วยการเป็นผู้ให้ นั่นเอง

ด้วยแผ่นดินศาสนา เป็นที่รวมแห่งคนทุกข์ ผู้ใดที่จะพัฒนาตน ก็พึงเริ่มจากการเป็นผู้ให้ จึงมีคำว่า "สละแรงกายเป็นทาน ทำงานเพื่อศาสนา"

ซึ่งเป็นการแสดงที่เป็นรูปธรรม ในการแสดงกตัญญู

แลจิตอาสานี้ไซร้ หากกล่าวรายละเอียด ก็ต้องพึงหมายถึง เสมือนหนึ่ง เป็นตัวแทนของหลวงพ่อนิพนธ์นั่นเอง

สิ่งที่ได้กลับมา อย่างแน่นอน คือ ทานบารมี ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ทานอันนี้ จะช่วยเกื้อหนุนในยามที่เราตกในปล้องกรรมชั่ว หรือพูดภาษาชาวบ้าน คือ ดวงตก ก็จะทำให้มีผู้เกื้อหนุน ไม่ลำบากสาหัสจนเกินไป

แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่า นั่นคือ ได้คุณสมบัติติดตน นั่นคือ ความกตัญญู ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ย้ำเสมอว่า สมุนไพรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รู้คนทำ รู้คนทาน แสดงฤทธิ์ตามคุณสมบัติของคนผู้นั้น

นี่คือผลพวงที่แถมให้ อันหมายความว่า ด้วยคุณสมบัติอันนี้ ทำให้การทานสมุนไพร ได้ผลมากขึ้นนั่นเอง

แต่หากอยากจะให้ในขณะที่ตนเป็นจิตอาสา ทำแล้วได้บุญด้วย เฉกเช่นแต่กาลก่อน อันนี้ต้องไปรับข้อปฏิบัติที่ลพบุรี

เมื่อรับมาปฏิบัติแล้ว ไปทำที่ไหนในโลกก็เป็นบุญ ไม่จำเป็นต้องทำที่ลพบุรี ที่มูลนิธิ ที่ไหนก็ได้

ยุคของการปฏิบัติตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน โดยไม่เฉพาะเจาะจงบุคคล นั้นหมดสิ้นแล้ว ทางบุญในยามนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ต้องไปในแผ่นดินศาสนา แล้วรับข้อปฏิบัติมาทำ แต่เพียงทางเดียวเท่านั้น จักทำเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

เราจึงเชิญชวน ไปเรียนรู้ วิธีการของทางบุญ ว่าต้องทำอย่างไร จึงเป็นบุญ

ใครจะบอกว่า ไม่จำเป็น ไม่ต้องไป รู้แล้ว .... ได้เหมือนกัน ก็ไม่ว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่พึงระลึก นั่นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ อำนาจธรรม นั้นมีเจ้าของ ถ้าเจ้าของเขาไม่อนุญาติ ใครจะลักเอาไปทำสักฉันใด ก็ไร้ผลแห่งบุญ

ก็เสมือนสมุนไพร คนรู้สูตรมีมากมาย หากแต่คนที่ทำให้สมุนไพรมีฤทธิ์ ก็คือคนที่ถืออำนาจ ได้รับอนุญาตเท่านั้นแล คนอื่น ทำเหมือนกัน สูตรเดียวกัน แต่ผลที่ได้ไม่เหมือนกัน เฉกเช่นถ้ำกระบอก กับมูลนิธิ ฉันใดก็ฉันนั้น

แลผลแห่งการเป็นจิตอาสา ก็ย่อมง่าย ที่จะทำให้การปฏิบัติ เพราะจิตกตัญญูอันนั้นแล พึงทำให้จิตอาสา ย่อมประคองตัวกระทำ ในวัตรปฏิบัติที่รับมา เป็นอย่างดี เพื่อตอบแทนผู้มีคุณ และช่วยตน

เมื่อมาทำรวมกัน ก็จะได้ทั้งบุญทั้งทาน แถมยังไปสร้างบุญที่ไหนก็ได้ในโลก ไม่จำเป็นต้องเป็นวัด ขอให้ทำให้ถูก

เราจึงมีคำถามกลับไปยังจิตอาสาว่า เมื่อท่านกล่าวอ้างว่า ท่านทำข้อปฏิบัติ อาทิ ทำใจไม่โกรธ ... ท่านรู้วิธีการทำหรือไม่ ว่าทำอย่างไร แลบุญที่จะพึงได้ มาโดยวิธีใด หนทางในการประคองวัตรปฏิบัติไม่ให้เสีย หรือเสียน้อย ต้องทำเช่นไร ... นี่แลทำไมจึงต้องไปลพบุรี ... ไปเรียนรู้ เพื่อจะได้ทำให้ถูก ไม่ใช่ทำแบบคิดไปเอง เออเอง ฉันทำได้ กว่าจะรู้อีกที อ้าวไปคนละทาง หาผลบุญกลับมายังตนไม่ได้เลย กรรมก็เล่นจนงอมเสียแล้ว เพราะสิ่งที่คิด แล้วทำ คิดถูกแต่ทำผิด นั่นเอง

ทางบุญวันนี้ จึงมีสภาพ คนให้คนรับ รู้กัน ประกาศแก่กันและกัน มีดินฟ้า อากาศ เป็นพยานใหญ่

เรียกว่า เป็นเรื่องเฉพาะตนแล้วนั่นเอง ใครอยากได้ ก็ไปขอ แล้วทำ ไม่หว่านกลาดเกลื่อน ดังในอดีตแล้ว