วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มีเจ้าของ

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นเสมอว่า หากอำนาจสมุนไพร มีอำนาจเพียงพอ ในการช่วยแก้ไขฟื้นฟุตน หนึ่ง ไม่ผูกติดกับพฤติกรรมของผู้ทาน หนึ่ง การใช้ศาสตร์สมุุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็จะสะดวกสบายยิ่ง

ไม่ต้องให้คนป่วย ซึ่งก็ทุกข์อยู่แล้ว ต้องมาทนทุกข์ มานั่งทำกิจกรรมใดๆ ให้ลำบาก แถมยังต้องมาควบคุมนิสัยตน เมื่อคนหมู่มากมาอยู่ด้วยกัน ก็ยากนักที่จะเลี่ยงการเป็นเหตุซึ่งกันและกัน ก็ขนาดคนข้างบ้าน รั้วติดกัน แค่สองคน สองบ้าน ยังทะเลาะกันให้เห็นมากมายเหลือคณา

การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิ ก็ง่าย อยู่ไหนแทบจะนำสมุนไพรใส่รถไปประเคนให้ถึงบ้านเลย

แต่ความเป็นจริง มันไม่ใช่ .....

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกความจริงที่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอน ทำให้เราท่านได้รู้ว่า โลกนี้ มีอำนาจเดียว มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดียว ที่เป็นของจริง เที่ยงแท้ แน่นอน นั่นคือ "อำนาจกรรม" อันแบ่งเป็น กรรมดี กรรมชั่ว

ผลแห่งการกระทำแห่งตนของแต่ละคน ก็กลายเป็นปล้องกรรมดีกรรมชั่ว รวมกันเป็นพรหมลิขิต ที่ศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองส่งผลแก่คนผู้นั้น ให้ดำรงอยู่จนสิ้นพรหมลิขิต หรือ อายุขัย

เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้เห็นว่า กรรมที่ทำมาแล้ว จักปฏิเสธสักฉันใดไม่ได้เลย แลด้วยเหตุนี้ ในโลกนี้ จึงไม่มีอะไรที่จะมีอำนาจเหนือกรรม

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่า จะเป็นลัทธิ พิธีการ ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงเป็นการอุปโลกมาเพื่อความสบายใจ หามีผลแก่ชีวิตใดๆไม่ ผลที่เกิดเมื่อไปทำตามลัทธิพิธีกรรมที่ตนเชื่อ ล้วนแล้วแต่เป็นผลจากกรรมของตนในอดีตทั้งหมด ทั้งสิ้น มิใช่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ใดๆเลย

จึงไม่แปลกที่วันหนึ่ง เมื่อกรรมมาถึง ผลที่เคยไปทำตามความเชื่อแล้วเคยได้ สมดังหวังตั้งใจ กลับไม่สามารถทำให้ทุกข์ โดยเฉพาะโรคภัยแห่งตน หายหรือเบาบางไปได้แม้นแต่น้อยนิด

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า นี่แลจึงมีความจำเป็นต้องมีศาสนา ซึ่งเป็นของนอกโลก เป็นอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีในโลก เรียก "อำนาจธรรม" ที่ซึ่งผู้ใดเชื่อ แล้วทำตาม ผลที่เกิด ไม่ใช่กรรมดี ไม่ใช่กรรมชั่ว หากแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า "บุญ"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า "บุญ" ที่ทำนี้แหละจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ ที่เปิดช่องให้มนุษย์ เมื่อทำแล้ว เป็นอำนาจ ไปล้างกรรมได้ แลมีบทพิสูจน์ทุกยุคทุกสมัย โดยพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นผู้อาสา ในการทำตน จนสำเร็จ เป็นที่ประจักษ์แก่เพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ ได้เดินตาม

ด้วยความที่เป็นอำนาจที่สาม นอกจากกรรมดี กรรมชั่ว ก็หาได้หว่านอำนาจนี้ไปทั่วโลกไม่ หากแต่ให้เฉพาะผู้มีคุณสมบัติ คือ พระพุทธเจ้า เป็นผู้ถือ แลผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว

ความจริงประการสำคัญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ อำนาจธรรม แม้นจะมีอำนาจมหาศาลเหนือกรรม แต่อำนาจนี้ เสมือนหนึ่งคลื่นจากสถานีกระจายเสียง ผู้ทีจะรับได้ จึงต้องมีสถานีรับ จึงจักรับได้ คล้ายดั่งวิทยุก็ไม่ปาน แลการทำตนเป็นเครื่องรับ นั่นคือ คุณสมบัติ ที่ต้องสร้างด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้านั่นเอง

เมื่อเราท่านไม่ทำตน หรือไม่ทำนิสัย หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เราท่านก็ไม่สามารถสัมผัสบุญอันนั้นได้เลย นี่เองจึงเป็นเหตุให้เมื่อยามใด พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ผู้คนที่อยากได้ จึงต้องเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าแลสาวก

แลความจริงอีกอย่างหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดให้ฟังเสมอ นั่นคือ อำนาจบุญ จะไม่มาก้าวก่าย อำนาจกรรม ของโลกเป็นเด็ดขาด ดั่งภาษิต "หมูเขาจะหาม อย่าเอาคานไปสอด กรรมเขาจะเล่น ย่อมไม่เอาบุญไปขวาง"

การจะได้บุญ จึงต้องยืนมือออกมาทั้งสองฝ่าย จึงจักสำเร็จได้

นี่จึงเป็นงานหินสุดๆ ของผู้ทำสมุนไพร เมื่อยามใดที่บุญเดิมของคนผู้นั้นไม่เพียงพอ อำนาจสมุนไพรไม่อาจคลี่คลายทุกข์จากกรรมของผู้นั้นได้ นั่นย่อมต้องอาศัยบุญ เป็นหนทางเดียวที่จะช่วย แต่จะทำอย่างไรเล่า หากเขาไม่ยื่นมืออกมา เก็บซุกในกระเป๋า

อำนาจบุญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ที่นั่นก็มี ที่นี่ก็มี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สถิตย์อยู่ทั่วไปก็หาใช่ไม่ เพราะโลกนี้ อำนาจกรรมเขาเป็นเจ้าของ ที่ซึ่งอนุญาติให้อำนาจธรรม สถิตย์ ก็เพียงแผ่นดินเล็กๆ ที่ผู้มีอำนาจ หรือผู้ทำ ก็ใช้ความสามารถของตน โฆษณา แล้วชวนเชื่อ ให้คนผู้อยากได้ อยากทำ เข้าไป แล้วทำตาม ทำได้ก็เอาบุญไป มาแลกกรรม

ด้วยความจริงอันนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า กรรมเขาไม่กลัวหรอก ว่า อำนาจธรรมจะเอาคนของเขาไปหมดโลก ไม่มีทาง เพราะข้อจำกัดเหล่านี้ รวมทั้งนิสัยกรรมที่หล่อหลอมมาจนฝังแน่น เมื่อเผชิญกับวินัยทุกข์ของพระพุทธเจ้า คนส่วนใหญ่ก็ยอมแพ้ จนเป็นคำกล่าวในทุกยุคว่า "ศาสนาของพระพุทธเจ้า ดี ดี แต่ไม่เอา มันลำบาก"

ก็แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าที่ใดมีธรรมอันแท้จริง มีบุญเป็นที่พึ่งได้จริง

เราจึงชี้ให้ท่านทั้งหลาย ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ทุกข์ที่เกิดกับกายตน โรคที่มาเบียดเบียน ให้กินไม่เป็นสุข นอนไม่เป็นสุข หากอำนาจสมุนไพรไม่เพียงพอในการคลี่คลายแล้วไซร้ หากเชื่อในคำสอนของหลวงพ่อนิพธ์ เมื่อใดที่หนทางอื่นที่ตนเคยเชื่อ มันไร้ผล อยากจะคิดช่วยตน ก็พากายตน ไปยังแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ไปลองเดินทางเลือกที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ไว้ให้ ว่าเป็นแผ่นดินบุญจริงหรือ ทำตามแล้วคลี่คลายทุกข์ของตนได้จริงหรือ

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ยกคำสอนอันเป็นแว่นส่องจักรวาล เพื่อหาแหล่งบุญ ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า " ก็แผ่นดินใดเล่า คำสอนใดเล่าที่ทำแล้ว คลี่คลายทุกข์ที่เกิดกับตนได้ โรคที่มีให้เบาบาง หรือหายไปได้ นั่นแล"

พูดให้เข้าใจง่าย ภาษาชาวบ้าน หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ก็เอาสิ่งที่คนทั้งหลายทำไม่ได้ ไปประเคนให้ ที่ไหนว่าศักดิ์สิทธิ์ หมอไหนที่ว่าแน่ ก็เอาคนป่วยที่คนทั้งโลกเบือนหน้าหนี ไปถวาย ไปหา ที่ใดทำให้คลายทุกข์ได้ ที่นั้นแหละมีศาสนา มีบุญของพระพุทธเจ้า

ทำสิ่งเดียวกันเหมือนที่เคยทำ แต่ทำในแผ่นดินแม่ชีเมี้ยน ผลจะต่างกัน เพราะนั่นคือ แผ่นดินบุญ

คำบอกก่อนลาสังขาร หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า อำนาจที่แม่ชีเมี้ยนให้ เพื่อทำในสิ่งที่เป็นบุญไว้ช่วยตน ตอนนี้ถูกเก็บรวบรวมมาไว้ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนที่เดียว แลหนทางที่จะได้สัมผัสบุญ แม่ชีเมี้ยนก็ให้เพียงหนทางเดียว นั่นคือ การทำนิสัย หรือทำ สัจจะ ของพระพุทธเจ้า เท่านั้น

ใส่บาตรพระทั้งประเทศไทย กับใส่บาตรพระของหลวงพ่อนิพนธ์ ดูสิมันจะต่างกันไหม ไปถือสันโดษทุกที่ในประเทศ เคร่งให้ตาย แค่ปวดท้อง ก็เอาไม่อยู่ ลองไปถือสันโดษ คุมนิสัย ในแผ่นดินแม่ชีเมี้ยนดู อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย มะเร็งยังต้องวิ่งหนีอย่างแน่นอน

บทสรุป ศาสนาไม่มีตีนเดิน ไม่มีวันที่จะเดินมาหาเราท่านเป็นแน่แท้ อยากได้ต้องพากายตน ไปหา และที่สำคัญหาให้ถูกที่ด้วย

ที่เขียนมานี้ มิได้จะดูหมิ่น ดูแคลน ผู้หนึ่งผู้ใด สถานที่หนึ่งสถานที่ใด หรือ เกจิคณาจารย์ใดๆ หากแต่เพียงชี้ให้เห็นความจริง ส่วนความชอบ ใครใคร่ชอบสิ่งใด ก็ไปทำในสิ่งที่ตนชอบ หากแต่สิ่งที่ตนชอบ ไม่สามารถช่วยตนได้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ท่านก็เสนอทางเลือกนี้ให้เดินเพื่อช่วยตน ใครอยากช่วยตน ก็มาลองได้ ... แลมั่นใจว่า ทางเลือกนี้ ใครทำได้ "รอดแน่" หากไม่สิ้นสุดเสียซึ่งพรหมลิขิตแล้วไซร้

หมายเหตุ ... อย่าว่าแต่ที่อื่นเลย แม้นแต่มูลนิธิไทยกรุณาเอง ณ.วันนี้ ก็หาเป็นแผ่นดินบุญไม่ หลวงพ่อนิพนธฺ์ชี้ให้เห็นว่า นั่นเป็นแต่เพียงแผ่นดินทานเท่านั้นเอง จึงยังบอกไม่ได้ว่า เมื่อไปแล้วจะช่วยตนให้หายโรคได้หรือไม่ นั่นเอง

อยากให้ชีวิตปลอดภัย โดยไม่เอาธรรมเลย ไม่ควบคุมนิสัยเลย ... ก็ได้เพียงแต่ฝัน แต่ไปไม่ถึง

แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินบุญ ได้อย่างไร ... ก็ด้วยอาศัยเป็นที่ทดแทนแผ่นดินเกิดของแม่ชีเมี้ยนนั่นเอง ส่วนแม่ชีเมี้ยนเป็นใครจึงทำได้ ก็รอพระพุทธเจ้าที่อุบัติแล้วในพม่ามาเฉลย

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ถามมา ก็ถามไป

สมาชิกมูลนิธิไทยกรุณาท่านหนึ่งถามเราด้วยความเป็นห่วง เพื่อนสมาชิกที่สนิทกัน ผู้ซึ่งเป็นมะเร็ง มาวันนี้ เธอมีเริ่มมีอาการปวดรุนแรงขึ้น จึงถามเราว่า "ทำอย่างไรจึงช่วยเพื่อนได้ ให้หายปวด"

คำตอบที่ให้ ยกมาจากคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ชี้ให้เห็นว่า สมุฐานที่สำคัญ พระภูมีทรงชี้ว่า มาแต่ "กรรม"

การมาในสถานที่นี้ สิ่งที่ได้ในตอนแรก นั่นคือ ผลแห่งสัญญาในอดีต ส่งผลเป็นอำนาจของสมุนไพร อันเป็นการให้โอกาส เมื่อใดก็ตามที่สัญญาเดิมหมดลง แต่ไม่พอจะลบล้างกรรมที่เกิด ณ.วันนี้ลงไปได้ นั่นก็หมายความเกินกำลังของสมุนไพรแล้ว จึงต้องอาศัยบุญของพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องช่วย

แลเมื่อบัญญัติที่แม่ชีเมี้ยนให้ว่า เวลานี้ ไม่มีหนทางบุญอื่นใดเหลือให้แก่คนไทยแล้ว นอกจากการทำนิสัยเท่านั้นเอง ก็สรปคำตอบว่า "ชี้หนทางบุญให้เพื่อนไปสิ โน่นไง อยากรู้ อยากทำ ก็ไปเรียน ไปทำ ที่แผ่นดินลพบุรี"

คำตอบที่ได้ .... ยาวเป็นหางว่าว สรุป คือ มีความจำเป็นร้อยแปด พันประการ ที่ไปไม่ได้ ขอทานสมุนไพรเยอะๆ แล้วดีขึ้นเหมือนตอนมาใหม่ๆ เพียงประการเดียว

มา ณ.วันนี้ ก็เลยต้องหยิบตกคำตรัสของแม่ชีเมี้ยน เมื่อครั้งถ้ำกระบอก ในวันที่พระของท่าน เปลี่ยนพฤติกรรม ไปรับเงิน รับชื่อเสียง ... ที่ตรัสว่า "เราจะไปกันอย่างไรหนอ ถ้าเราไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย"

คำถามที่จะถามกลับไป ที่ซึงชวนให้สงสัยนัก ก็ไหนบอกอยากหาย แต่ไม่ทำ ไม่เอา ไม่สน ไม่มีเวลา ให้แก่การสร้างบุญเลย นี่ทำเพื่อตน มิใช่ใครอื่น ฤาแม้นแต่ตนของตน ก็ไร้ค่า ไม่รัก แลก็น่าแปลก ที่จะไปบอกรัก บอกห่วง ผู้อื่น นี่แลชีวิตจริงที่น่าฉงน

บทสรุป คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ทิ้งไว้ให้ อยากยกมาย้ำเตือนสติ นั่นคือ "เลิกพูดถึงอาการที่เป็นเสียเถอะ วันนี้ต้องมาคุยเรื่องนิสัยกันดีกว่า ไม่สนหรอกว่าที่เป็นใครจะว่าหนักหนาสักเพียงไร ใครเปลี่ยนได้ ทำนิสัยพระภูมีให้มีในตนได้ รอดแน่นอน"

เมินธรรม ก็เท่ากับปิดประตูรอดนั่นเอง อ้ายคนไหนที่อ้างตนว่าแน่ ว่าเก่ง นั่นมีพฤติกรรม "ท้ากรรม" วันหนึ่งมันก็ต้องตกในวลี "หมองูตายเพราะงู" อย่างแน่นอน อวดรักษาโรคคนนั้นคนนี้ได้ มันก็ตายด้วยโรค ฟ้องตัวมันเองนั่นแหละ

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้ดูว่า คนมีบุญบาปวัดกันที่เวลาตาย คนที่ปฏิเสธ ไม่รับผิดชอบใน กายตน อันเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ยืมเขามาใช้ เวลายืม ก็ได้แต่ของดี แต่เวลาคืน สภาพกระหรุ่งกระหริ่ง แล้วก็พูดเอาง่าย ตายไปก็จบ ไม่รู้อะไรแล้ว อยากให้ไปฟัง ที่พระสวดสังคหะ ในวันงานอีกหลายๆครั้ง ฟังให้ซึ้ง พิจารณาให้ดี แล้วจะได้หายสงสัยว่า ทำไมคนเหล่านั้น คำสั่งเสียสุดท้าย จึงเป็นดั่งในบทสังคหะนั่น เมื่อรู้ว่าตายแล้วไม่จบ แลร่ำร้องเสียดายที่ตนนั้นได้เห็น ศาสนา ต่อเมื่อถึงเวลาตาย

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทำให้ถูก

ทุกวันนี้ ไปที่ไหนก็มีแต่โฆษณา ทำสิ่งนี้เป็นบุญ ทำสิ่งนั้นเป็นบุญ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นั่นเดินหลงทางศาสนาไปไกลแล้ว ผลก็คือ ทำตามคำบอกเหล่านั้น ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น จนผมขาว ก็ยังหาบุญมาช่วยตนสักเก๊ไม่ได้เลย เห็นได้จากเวลากรรมมา ทุกข์มาถึง โรคมาเบียดเบียน ก็ไหนเล่าบุญที่ทำมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่มาอุปถัมภ์ค้ำจุนตนบ้างเลย หลายคนก็เลยพาลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า นั้นไม่จริง บุญไม่มีจริงไปเสียฉิบ หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำสอนแม่ชเมี้ยนมาให้ฟังว่า "บุญ" ของพระภูมีนั้นไซร้ เกิดจากการทำนิสัย นิสัยใดเล่า นิสัยพระพุทธเจ้านั่นเอง ที่ไปฟังมา พิจารณา แล้วทำตาม

ความต่างที่เห็นได้ชัดของบุญทุกวันนี้ กับบุญของพระพุทธเจ้า นั่นคือ บุญทุกวันนี้ ทำแล้ว ก็บอกว่าได้บุญแล้ว มีบุญแล้ว นิสัยก็เหมือนเดิม กลับมา ก็เหมือนเดิม หาความสงบให้ตน ให้ครอบครัว ให้สังคม สักนิดก็หาไม่ แต่บุญของพระพุทธเจ้า ผู้ทำ ผู้อยากได้ ต้องมีความสงบ อันเป็นเอกลักษณ์ ไปอยู่ในสังคมใด ที่นั่นก็ต้องสงบ ทำแล้ว บ้านสงบ ไม่มีการทะเลาะ สังคมสงบ ไม่มีการยกพวกตีกัน บ้านเมืองสงบ เพราะไม่มีใครจะคิดโกงบ้านโกงเมือง หรือ แสวงหาประโยชน์ใส่ตน บนทุกข์ของผู้อื่น

วันนี้วันดี สิ้นวัน ถามตนเองว่า บุญที่ได้ ตรงตามคำสอนจริงหรือไม่ จะได้นอนตาหลับ ไม่ใช่บุญลมๆแล้งๆ ที่ช่วยตนไม่ได้ ทำเท่าไหร่ โรคก็ไม่ลด กรรมก็ไม่หมด ยิ่งบุญสร้างด้วยวัตถุ นั้น ผู้ทำเดินไปคนละทิศกับคำสอนแล้ว ยิ่งใช้เงิน ยิ่งห่างศาสนา ....

บัญญัติเดียว ของพระพุทธเจ้า ในการสร้างบุญ คือ "นิสัย" นี่จึงเรียกว่าทางสายกลาง ที่ทุกคน ไม่ว่าผู้ดี ยาจก ไพร่ หากอยากมีบุญ ล้วนทำได้ ตรวจตัวเองเถอะ ที่ว่าไปทำบุญ นิสัยได้เปลี่ยน และเมื่อเปลี่ยนแล้ว ให้สุขแก่สรรพสัตว์ใดๆบ้าง ... อย่าปากว่า ตาขยิบ ไปวัดมาทำบุญแล้ว ถึงบ้านก็ด่าผัว ด่าเมีย ด่าลูก ด่าคนโน้น ติคนนี้ ... นั่นห่างบุญนัก