วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

มันเรื่องของกรรม

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นชัดในวินัยของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเพื่อการหลุดพ้น หรือเพื่อตวามไม่มีโรค ล้วนแล้วแต่เป็นวินัยทุกข์ จึงมีธรรมเตือนสติเพื่อเผชิญ นั่นคือ ทุกข์วันนี้สุขวันหน้า

ก็ด้วยเหตุแห่งที่มานั้นคือ เราท่านมีกรรมเป็นอำนาจ แถมเป็นการกระทำที่แล้วเสร็จ สมบูรณ์ รอเวลาเอาคืน เท่านั้นเอง

เมื่อเราท่านหวังผล ในขณะที่ผู้ทำก็หวังผล แต่กติกา วินัยมันมีอยู่ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ทำ ก็อุปมาเหมือนตบมือข้างเดียว นั่นคือ ผลไม่เกิด การกระทำใดๆ ก็เสียผล ไม่ได้บุญมาเลี้ยงตนไม่ว่า กลับได้หนี้เวรหนี้กรรมมาด้วย เพราะทุกสรรพสิ่งที่มา ล้วนแล้วแต่มีแรงอธิษฐาน มีความหวัง ตั้งรอไว้ทั้งหมดทั้งสิ้น

หลวงพ่อนิพนธ์แปลความหมายของกรรมให้ฟัง นั่นหมายความว่า ทำให้เป็นทุกข์ เมื่อมาสถานที่นี้ จึงมีนัยว่า ทุกคนล้วนทำตัวเป็นเหตุซึ่งกันและกัน หากแต่สิ่งที่จะทำให้ทุกข์นั้นกลายเป็นบุญ ก็ด้วยองค์ความรู้ สติ เพื่อหยุดกรรมนั้น ให้กลายเป็นการใช้กรรม แลแปรเป็นบุญ

แลด้วยความจริงที่ แผ่นดินนี้ไม่มีการสนับสนุนใดๆ อาศัยการพึ่งตัวเองของคนในชมรม ดังนั้น การสูญเสียทรัพยากรใดๆ ไม่ว่าหลวงพ่อนิพนธ์ รวมไปถึงคณะกรรมการ ไปจนจิตอาสา ย่อมหวงแหนเพราะมีน้อย จึงจำเป็นต้องให้เฉพาะผู้ที่ต้องการจริงๆ เท่านั้น เพื่อผลบุญตอบกลับมาทั้งสองฝั่ง ได้ไปเลี้ยงตน

หลายต่อหลายครั้งเจ้าหน้าที่ จึงทำตัวเป็นเหตุใหญ่ให้แก่สมาชิก โดยเฉพาะอาจใช้คำพูดที่ค่อนข้างจะถือได้ว่า ไม่แคร์ ไม่ง้อ ไม่มีซึ่งความเมตตา ไปจนถึงหยิ่ง ก็เพราะหวังในผลที่จะเกิด

หรือ อาจจะเกิดจาก สติของเจ้าหน้าที่บางคนยังไม่โตพอ กรรมก็อาศัยในการทำตนให้เป็นเหตุแก่สมาชิก หลายท่าน นั่นคือ กรรมจะทำทุกอย่างทุกรูปแบบ ให้สมาชิกออกจากที่นี้ให้ได้

ไม่ว่าจะเป็นการน้อยใจ ไม่พอใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ หากไม่มีสติพอ หรือ ไม่เอาเหตุ เอาผล ที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้มาเป็นน้ำหนักถ่วง ก็หลุดลอยไปเผชิญกรรมเหมือนเดิม ได้โดยง่าย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักยกเรื่องครั้งพระโคดม กำลังทำตนเป็นพระพุทธเจ้าให้ฟังเสมอ ในหัวข้อเด็กเลี้ยงควาย อันชี้ให้เห็นมุมมองอันเกิดจากสติ ด้วยเหตุที่เมื่อครั้งพระโคดม ทำตนมาได้หลายปี ก็มีความคิดว่า ตนของตนนั้นดีแล้ว สามารถตัดกิเลสได้หมด มาวันหนึ่ง เดินผ่านทุ่งนา พบเด็กเลี้ยงควายคนหนึ่ง จะด้วยเหตุใดไม่ทราบ เด็กเลี้ยงควายเห็นพระโคดม แล้วก็หยิบก้อนหินปาที่ศรีษะของพระโคดม พระโคดมก็เกิดอารมณ์โกรธ เด็กเลี้ยงควายนั้น เมื่อเดินต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง พระโคดมใช้สติพิจารณา เห็นตนของตน ที่เคยเชื่อมั่นว่า หมดกิเลส แต่แค่เด็กเลี้ยงควายทำแค่นี้ ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาเต็มประดา แล้วจะเรียกตนว่าหมดกิเลสได้อย่างไร จึงเดินย้อนกลับไปหาเพื่อขอบคุณเด็กเลี้ยงควาย ที่ทำให้ตนมีสติ แลไม่หลงตัวหลงตน ว่าเป็นผู้หมดกิเลสแล้ว

เฉกเช่นเดียวกัน เราท่านกำลังมาเดินในหนทางนี้ เพื่อลดนิสัยเป็นบางสิ่งบางอย่าง ไม่ว่าจะตั้งใจลดกิเลสนิสัยสิ่งใด เพื่อให้เป็นบุญมาเลี้ยงตน ย่อมต้องมีเหตุมาเพื่อผลแห่งบุญนั้น

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณานั่นคือ หากจะหาบุญ ต้องจับตนค้นตน จึงจะพ้นทุกข์ วันนี้ คนที่มาทำให้เราไม่พอใจ หากเราละเว้นจนเลิกไม่ปฏิบัติแล้วธรรม เราท่านก็จะย้อนไปเป็นทาสกรรมตลอด แต่เมื่อใช้ขันติอดทน เอาเหตุเอาผล วันหนึ่ง เราท่านจะต้องไปขอบคุณ คนผู้นั้น ที่ทำให้เราท่านได้รู้ว่า เราท่านยังไม่ดีพอ ยังมีขันติ อดทน ไม่พอ ยังมีเมตตาไม่พอ ยังมีกิเลสมาก จนใครมากระทบไม่ได้

วันใดที่เราท่าน ผ่านวันนี้ ทำอารมณ์ ทำนิสัยได้ ก็จะขึ้นไปอีกขั้น นั่นคือ เป็นผู้ตักเตือนผู้มีสติน้อยกว่า วันนั้นเหตุก็จะเปลี่ยนไปเป็น คำด่าบ้าง คำชมบ้าง ตามความคิดของคนที่มา หากแต่สติก็ทำให้เราท่านทนได้ มีเมตตาแก่คนเหล่านั้น จะว่าเราท่านหยิ่ง ปากจัด แต่ทำไปด้วยเหตุด้วยผล

ก็ดูครูบาอาจารย์ ที่ต้องพูดทุกวัน ไม่มีวันหยุด แม้นคนที่จะฟัง อาจมีแค่ไม่ถึงครึ่ง ก็ต้องพูด พูดไป บางคนก็ด่าในใจไป บ่นในใจไป เบื่อ รำคาญ หากแต่นั่นคือการคัดกรอง เป็นกระบวนการของศาสนา ที่จะร่อน เอาเฉพาะคนที่เชื่อ ที่ศรัทธา

ไม่ผิด ศาสนา มีเอกลักษณ์ คือ ความหยิ่ง เพราะศาสน์เป็นปราชญ์ จะไม่มาเสียเวลากับผู้ที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทนอะไรนิดก็ไม่ได้ หน่อยก็ไม่ได้ เอาแต่ใจ คนประเภทนี้ต้องกรองออก

หลังจากประตูเปิดอ้าซ่ามานาน หลวงพ่อนิพนธ์ก็เปรยๆ ที่จะต้องมีการบีบประตูให้แคบลง คัดเฉพาะคนที่อยากได้ แล้วทำตาม ไม่เสียเวลากับคนที่มากินเล่น ทำเล่น อยากมาก็มา ไม่อยากก็ไม่มา

เรื่องของศาสน์ จึงเป็นองค์กรเฉพาะกลุ่มคนน้อยๆ ที่มารวมกันด้วยเหตุและผล ...

หากจะหมดกรรม จะหวังบุญ แต่ปฏิเสธเหตุ ไม่มีทางเป็นไปได้ ... วินัยของพระภูมี เป็นวินัยทุกข์ ที่ต้องใช้ขันติ อดทน และที่สำคัญ ไม่ได้มาด้วยการขอ อยากได้ต้องทำเอง

วันหนึ่ง เมื่อสติของเราท่านโตขึ้น ผลดีปรากฎ เราท่านจะซึ่ง แล้วจะรู้ว่า ทำไม พระพุทธเจ้าจึงรักโลกุตตระมาก ทำไม พระสงฆ์จึงรักพระพุทธเจ้า และรักวินัยมาก และทำไมเมื่อมีเหตุ คนเหล่านี้ จึงสงบได้ ... เพราะเหตุนั้นคือ บททดสอบ เหมือนข้อสอบ ว่าเราท่าน ทำได้จริง หรือ คิดไปเองว่าทำได้

เหมือนข้อสอบที่คนทั้งโลกสอบตก นั่นคือ การคิดว่าตนของตนรักตัวเอง หากแต่พฤติกรรมทำร้ายตัวเองทุกวี่ทุกวัน นั่นแล กินยาเคมี ฆ่าตัวเอง ใช้นิสัยโดยไม่ควบคุม ให้ทุกข์แก่ผู้อื่น จนผลย้อนกลับมาหาตน ก็อ้างเหตุว่าช่วยคนนั้น ทำบุญสร้างวัด สร้างโบสถ์ บริจาคทาน สักฉันใด ก็ช่วยตนไม่ได้เลย ....

แค่นิสัย ไปกินเที่ยว ให้ทิปบ๋อย คนเสิร์ฟได้ แต่จะควักเงินซื้อมะพร้าว คิดแล้วคิดอีก ... นี่แหละ นี่แหละ ... ความไม่คุ้นเคย จะควักได้ ต้องเอาเหตุเอาผลสักเท่าไหร่ จึงจะทำได้ ... ด้วยความยินยอมพร้อมใจ

เมื่อเข้าใจว่าเราท่านทุกคนต่างก็เป็นนักเรียน นั่นหมายความว่า ต้องเป็นเหตุซึ่งกันและกัน จึงไม่แปลกว่า พื้นฐานของศาสนา จึงเริ่มที่ความเมตตาก่อน เพราะเมื่อมีสติ ก็จักคิดได้ ว่าแท้จริงแล้ว มันคือกรรมของเรา อาศํยผู้อื่นเป็นเหตุนั่นเอง ... เมื่อทำตนของตนได้ ภาพของศาสน์ก็จักบังเกิดแก่คนผู้นั้นที่ทำได้ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของศาสนา ใครก็เลียนแบบไม่ได้ นั่นคือ "ความสงบ"

คนที่มีสติโต เห็นคนทำผิด จึงไม่ติฉิน นินทา ด้วยรู้ว่า ผู้นั้นกำลังเรียน กำลังทำ ยังไม่โต อาศัยความเมตตา จึงให้อภัยคนผู้นั้น แลรักษาความสงบของตนได้ . ก็ต้องให้เวลาคนผู้นั้น หากแต่เมื่อเนิ่นนานผ่านไป ก็ยังไม่เปลี่ยน นั้นจัดว่าเป็นบัวเหล่าที่สี่ หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า ดิบเกินสอน ก็ต้องอุเบกขา เพียงอย่างเดียว เพราะพวกนั้นมันพวกเทวทัต

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

ลำดับการฟื้นฟูตนตามหลักของพระภูมี


ด้วยความรู้ของพระภูมีที่ตรัสรู้มา ทำให้รู้ว่าเหตุที่ทำไมโรคนี้จึงไม่มียารักษาโรค ก็ด้วยเหตุแห่งกรรมนั่นเอง ในเมื่อไม่มีใครรู้เรื่องกรรม จึงไม่มีผู้ใดเอาชนะกรรม นั่นหมายถึงเอาชนะโรคไม่ได้นั่นเอง เพราะทุกสิ่งในโลก ตกอยู่ภายใต้กรรม ความคิดที่มีก็เป็นกรรมสร้าง จะนำมาคิดเอาชนะกรรมย่อมเป็นไปไม่ได้

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ย่อมเห็นเหตุแห่งที่มาของกรรม นั่นคือ องค์สาม อันได้แก่ กาย วาจา ใจ

ดังนั้น เหตุแห่งอุปสรรคใหญ่ที่วิธีการทั่วไปใช้เพื่อการรักษาโรค ก็ติดอยู่ที่กายเท่านั้น ไม่เกินเลยไปถึง ใจเลย

ผลของการกระทำ จึงอุปมาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ จะใช้ได้ก็แต่เมื่อเป็นกรรมผ่าน ไม่ใช่โรคตาย

การมาสถานที่นี้ จึงมีความจำเป็นต้องฟัง เพราะสิ่งที่ฟัง นั่นคือเหตุและผล ที่พระพุทธเจ้าตรัส หาใช่ของหลวงพ่อนิพนธ์ไม่ เมื่อฟังแล้ว พิจารณาแล้ว เห็นความจริง เห็นความเป็นไปได้ นั่นคือ ประกายเริ่มเกิดหนทางในใจ อันนำมาซึ่งศรัทธาในเหตุและผล แลในพระพุทธเจ้า

ความจริงที่ได้ยินได้ฟังกันมากหลาย แต่ไม่รู้ที่มาที่ไป นั่นคือ "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

หลวงพ่อนิพนธืจึงชี้ให้เห็นว่า การฟื้นฟูตน ด้วยหลักของพระภูมี จึงเริ่มที่ใจ จากการฟัง เมื่อจิตผ่อนคลาย ความศรัทธาเกิด ก็จักมีพฤติกรรม ปรับตนให้วิญญาณของตนสูงขึ้น

จากไม่เคยให้สุขใคร ก็มามีสติที่พยายามจะให้สุขแก่ผู้อื่น จากคนโกรธง่าย ก็จะลดน้อยถอยลง

สิ่งนี้คือการเริ่มต้นทำวิญญาณให้สูง เมื่อใจสูง กายก็จะสูงตาม ด้วยเคล็ดของพระพุทธเจ้าที่รู้ทันกรรม เป็นโรคเป็นบริวารกรรม มาเพื่อทำให้เป็นทุกข์ แต่เมื่อใจสูง รู้เหตุและผล ใจก็ไม่เป็นทุกข์ ทุกข์จึงหยุดที่กาย ทำอะไรใจไม่ได้ เมื่อยอมใช้ มันก็ต้องหมด นั่นจึงเห็นหนทางชนะอย่างแน่นอน

ขณะที่วิญญาณเริ่มสูง ก็ปิดช่องกรรม อันเนื่องจากวาจา มาเป็นกล่าวมนต์ ของพระภูมี แทนการกล่าวร้ายผู้อื่นทางวาจา รักษาความสงบ อันเมื่อเหตุมากระทบ ฝึกเป็นสติ จนควบคุมวาจาได้ นั่นหมายความว่า ศึก ๓ ด้าน ที่ร่วมกันสร้างหรือเป็นเหตุแก่กรรม ก็จะกลายมาเป็นพวกสร้างบุญเสียแล้ว ๒ ส่วน เหลือศึกหน้าเดียวคือ กายที่รอวันฟื้น มีกำลังแล้วมาสร้างบุญ

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ทำไมต้องฟัง ทำไมต้องสงบ ทำไมต้องสวดมนต์ ไม่มีในหลักสูตรของที่อื่นที่ใดในโลกในการช่วยตน ให้ต้องทำอย่างนี้ ... ก็เพราะไม่มีใครรู้เรื่องบุญของพระพุทธเจ้านั่นเอง แม้นแต่ตัวของหลวงพ่อนิพนธ์เอง หากแม่ชีเมี้ยนไม่นำมาสอน ก็ไม่มีทางรู้เช่นกัน

การฟื้นฟูตน หรือช่วยตน ด้วยการเน้นที่กายเพียงอย่างเดียว จึงไม่มีวันประสพผล ... เพราะเรื่องที่ทำ หาใช่การรักษาโรค แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยของวิญญานต่างหาก การหายโรคหนึ่ง แต่วิญญาณยังต่ำอยู่ ก็จึงต้องประสพเคราะห์กรรม ไปตายด้วยเหตุอื่น ผลสำเร็จที่พระพุทธเจ้าให้ธรรมหมวดสมุนไพร หรือลาภอันประเสริฐนี้ หมายถึงลาภของวิญญาณ ที่เมื่อทำแล้วปลอดภัยทั้งจากการตายห่าและตายโหง ... ดังนั้น หากจะประสพผล ต้องเรียนรู้แล้วทำวิญญาณให้สูงก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งไม่มีในตำราแพทย์ใดๆ ในโลกรู้และเขียนสอนไว้อย่างแน่แท้ นอกจากคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงไม่น่าแปลกว่า ทำไมสถานที่นี้จึงมีคนหายโรค ถึงไม่ทั้งหมด ก็มีให้เห็นมากมาย ... ขึ้นอยู่กับว่า ใครทำ ใครได้

มาอีก ๕

การไปพม่าเพื่อเปิดศูนย์ที่บ้านมิต้า ก็นับได้ว่าเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นมาที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องแบกไว้

ในขณะที่สาธารณสุขเมืองไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่บางท่าน ไม่พอใจในกิจกรรมของชมรมคนรักสุขภาพ หรือ มูลนิธิไทยกรุณา กำลังดำเนินการเพื่อฟ้องเอาผิดทางกฎหมาย ก็ว่ากันไป แต่อย่างน้อยก็มีแพทย์ไทย ๓ ท่าน ที่อาสา และยืนหยัดสนับสนุน

แต่การเปิดตัวในพม่า ได้รับการตอบรับอย่างดี ทั้งจากภาครัฐ นักการเมือง พ่อค้า และฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ล้วนแล้วแต่สนับสนุน โดยดูจากการเข้าไปพื้นที่ของศูนย์ ต้องผ่าน เขตพม่า เขตกระเหรี่ยง เขตคนกลุ่มน้อย ต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่ยอมคุยกัน แล้วให้สิทธิ์ในการผ่านเข้าออกอย่างสะดวก

ในการไปพม่าคร้้งนี้ ก็นับว่าเป็นโชคดีของชาวพม่าอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มของแพทย์สมัยใหม่ในพม่า ๕ ท่าน ที่ได้เห็นได้สัมผัส ผลของสมุนไพรจากคนไข้ของตนที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ แล้วหันมาใช้สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จนประสพผลสำเร็จในการช่วยตน หลายต่อหลายกรณี ไม่ว่านักการเมืองระดับสูง เจ้าหน้าที่รัฐ นับร้อยราย ในขณะนี้ จึงรวมตัวกันเพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เกิดขึ้น อย่างเต็มตัว

โดยจะเป็นศูนย์กลาง ตัวเชื่อม และรับรองให้ พร้อมกันนี้ก็ขอเข้ามาศึกษา และดูงาน เพื่อที่จะได้จัดกระบวนการช่วยพี่น้องชาวพม่า ได้อย่างถูกต้องและเต็มที่

ขอแสดงความยินดีกับชาวพม่าด้วย ....