วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำแล้วจึงมี

สมัยก่อน เมื่อเราเรียนรู้ถึงสิ่งที่มีผลต่อการฟื้นฟูหรือพัฒนาตน จากหลวงพ่อนิพนธ์ สิ่งหนึ่งที่บังเกิดกับตน อาจจะเป็นสิ่งที่่มาจากความอยากของตน นั่นคือ อยากเห็นคนอื่นทำได้นั่นเอง หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ยกอดีตเมื่อครั้งพุทธกาลให้ฟัง นั่นคือ พระอานนท์ ผู้ซึ่งถือได้ว่าเป็นสาวกที่มีความจำเป็นเลิศ สามารถจดจำคำสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างแม่นยำ จนหลายครั้ง ก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดให้แก่สาวกองค์อื่น เป็นครั้งคราวในขณะที่พระภูมีทรงติดภารกิจอื่น กระนั้นก็ตาม แม้นจะมีความรู้ธรรมจากพระภูมีมากมาย แต่พระอานนท์ กลับกลายเป็นสาวกที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ช้ากว่าผู้อื่นมากมาย ด้วยความรู้ที่มีมาก และความอยากที่ให้เพื่อนสาวกปฏิบัติได้ตามคำสอน ผลก็คือ ตัวของตัวเอง กลายเป็นผู้เห็นผู้อื่นผิดอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นอุปสรรคในการสำเร็จของตน

เราจึงได้รับคำชี้แนะจากหลวงพ่อนิพนธ์ว่า คนทั้งหลายที่มา ล้วนแล้วแต่เป็นโรค ย่อมไม่มีกระจิตกระใจในการควบคุมตนสักเท่าไหร่ แม้นแต่ตัวของเราเองผู้ปฏิบัติ ก็ย่อมรู้ตัวเราเองดีว่า หลังจากผ่านการฟื้นฟูร่างกายมาระดับหนึ่ง และเริ่มที่จะปฏิบัติสัจจะ ก็จักเห็นว่า การละทิ้งนิสัยเดิม แล้วมาทำนิสัยของพระภูมีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่มาต้องต่อสู้กับปัญหาเฉพาะหน้า นั่นคือ ความทุกข์ความเจ็บ อันเกิดแต่โรค เหมือนเช่นเราท่านที่ผ่านมาก่อน สติปัญญา จึงยังไม่สามารถรวบรวมให้เกิดสมาธิขึ้นมาได้เป็นธรรมดา การจะให้ทำตนเข้ามาตราฐานของศาสนา จึงจะเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ เมื่อเราผู้ที่ผ่านจุดนั้นมาแล้ว เริ่มมีสติปัญญาของศาสนา เริ่มทำนิสัย ก็ย่อมเห็นเหตุอันนี้ และควรทำตัวเฉกเช่นพระพุทธเจ้าสอนสาวก ด้วยขันติ อดทน เพราะรู้ในสัจจธรรมความเป็นจริงอันนี้ จิตเมตตาธรรม ก็จักบังเกิด และให้อภัย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนอยู่หลายครั้งว่า การเป็นจิตอาสา ย่อมเป็นตัวแทนของท่าน และของศาสนา กว่าที่เราท่านทั้งหลายจะพึงมายืน หรือมาทำตนเป็นจิตอาสา ก็ย่อมผ่านความยากลำบาก หรือ สถานะนั้นๆ มาก่อน และเมื่อมาทำนิสัยของพระพุทธเจ้า ด้วยการเป็นผู้ให้ เป็นเบื้องต้น หรือก้าวล่วงไปทำสัจจะใจ ก็ยิ่งเห็นความยากลำบาก หรือ ความยากในการทำมากยิ่งขึ้น ก็ควรยิ่งเห็นใจผู้ที่มาใหม่ หรือผู้ไม่รู้ มากยิ่งขึ้น เพราะเขาเหล่านั้น ยังตกเป็นเชลยกรรมอย่างเต็มตัว ยิ่งพิจารณา ก็ยิ่งเกิดเมตตาธรรม แก่คนเหล่านั้น การจะไปว่ากล่าว หรือ พูดจาให้กระทบใจ ก็ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะเราท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ ผู้ทำ แล้วนั่นเอง

อาทิเช่น เรารู้ว่า ความสงบเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา การจะช่วยตน ก็พึงเริ่มด้วยการบังคับกาย บังคับวาจา ในสถานที่ของพระพุทธศาสนา ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด เราก็รู้ว่า การกระทำใดๆ ในเขตพัทธสีมา ก็ย่อมมีผลทั้งแก่ตนและผู้อื่น คนพูดคุยในห้องสวดมนต์ มิเพียงทำลายตน แต่ก็ทำลายชีวิตผู้อื่นในเวลาเดียวกัน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เพราะทำให้ผู้อื่น ไม่ได้ยินได้ฟัง ในสิ่งที่สามารถช่วยตนได้ เท่ากับการพูดของผู้นั้น กำลังฆ่าผู้อื่นนั่นเอง เรารู้เราก็อยากให้คนทั้งหลาย ได้อานิสงฆ์ทั้ง การสร้างเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ไม่ทำบาป ด้วยการฆ่าคน ... แต่ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นเป็นความอยากของเรา คนไข้ย่อมมีปัญหาสิ่งหนึ่งพ่วงตามมา คือ โรคจิต ด้วยความเจ็บ ความปวด มันรุมเร้า จะให้เขาทำอะไร ก็คงหวังผลไม่ได้ เพราะจิตไม่อยู่กับตัว จึงต้องให้เวลา ให้ความเมตตา

จึงไม่แปลกเลยว่า พระพุทธศาสนา จึงสอนให้เหล่าจิตอาสา ทั้งหลาย ช่วยคนเหล่านั้น ไม่ใช่ด้วยการติเตียน ด่าทอ แต่ด้วยการพูดสอน ให้เกิดสติปัญญา แล้วนำไปควบคุมตน ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การใช้เวลาในการสอนของท่าน จึงต้องใช้เวลาที่นาน พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อรอเวลาให้คนเหล่านั้น มีช่วงเวลาที่คลายความเจ็บปวด และมีสติ จะได้ได้ยิน ได้ฟัง ได้พิจารณา อันหมายความว่า ขอเพียงจับใจความที่พูด แค่เพียงคำเดียว ประโยคเดียว แล้วนำไปพิจารณา แล้วใช้ช่วยตน นั่นเอง ก็เพียงพอแล้ว

การเข้าสวดมนต์ แล้วฟังคำสอน จึงแฝงไปด้วยความเมตตาธรรม ของคนที่รู้แล้ว ทำแล้ว อยู่ในที เพราะคนเหล่านั้น ด้วยความที่สภาพของตนพร้อม ฟังไม่กี่คำ ก็เข้าใจ แต่ก็ให้โอกาสคนที่ด้อยกว่า ได้มีเวลา ได้มีโอกาส เสมือนเด็ก กว่าจะลุกเดิน ก็ใช้เวลา นานกว่าผู้ที่โตใหญ่แล้วเป็นธรรมดา หรือ คนที่ชรา ด้วยวัยและโรคภัย ก็ลุกช้า ฉันใดก็ฉันนั้น การมีเพือนฟังมาก ก็ทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่ฟัง นั้นเป็นคุณ ยิ่งเห็นผู้ที่ทำได้ ก็ย่อมมีความหวังและอยากฟัง ดังนั้น มิเป็นแต่เพียงเมตตาธรรม แก่ผู้ด้อย ที่สภาพไม่พร้อม การฟังซ้ำๆ ก็ยังเป็นการเตือนสติ หรือทบทวน ว่าสิ่งที่เราท่านเข้าใจ มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง มีเรื่องราวตรงไหนที่ยังติดขัด ไม่เข้าใจ เพราะวันหนึ่ง ความรู้ที่ช่วยตนได้นี้ ก็ย่อมสามารถไปช่วยผู้อื่นได้เช่นกัน นั่นก็เป็นการพัฒนาตนไปอีกขั้น จากผู้ให้ธรรมดา หรือ พระเวสสันดร กลายไปเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์

บทสรุป ก็อยากแปลกใจเลย หากเราท่านเจอผู้ที่ยังด่าทอ ในหมู่จิตอาสา เพราะนั่นแสดงว่า คนเหล่านัน ยังไม่เคยปฏิบัติตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแน่แท้ ก็เป็นได้แต่มีความรู้ธรรมไว้คุยข่มเท่านั้นเอง หากเราท่าน เจอ หรือ ทำ ตามธรรมคำสอนของแม่ชีเมี้ยนที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาแล้วไซร้ ย่อมเกิดอาการ เฉกเช่นพระพุทธเจ้าเคยมี นั่นคือ กลัวกรรม และเมื่อพิจารณา ตน ก็จักเห็นผู้อื่น ที่เคยตกเป็นเชลยกรรม อยู่ในอำนาจกรรม ทั้งตัวและจิตใจ เห็นแล้ว ย่อมให้อภัยคนเหล่านัันได้เป็นนิสัย ไม่สนในวาจาและพฤติกรรม นำมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะนั่นมันนิสัยกรรม นิสัยของคนที่ยังไม่มีธรรม ไม่รู้ธรรม แล้วเราท่านจะไปต่อวงล้อกรรมกับเขาทำไม เพราะเราท่านเรียนรู้จากหลวงพ่อนิพนธ์แล้ว และที่สำคัญ ไม่อยากสร้างกรรม หรือ ทุกข์รออยู่วันข้างหน้าอีกมิใช่หรือ

ท้ายที่สุด ใครจะบอกว่ามียาดี รักษาโรคนั้นโรคนี้ได้ หรือมีพิธีกรรม เสกเป่า คาถา ก็ว่าไป แต่ถ้าเชื่อแม่ชีเมี้ยน เชื่อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อหลวงพ่อนิพนธ์ เราท่านก็จักเชื่อว่า กรรมมีจริง มีอำนาจจริง วิธีเหล่านั้น เอาชนะกรรมไม่ได้แน่นอน เพราะอยากหนีกรรม ก็ต้องทำนิสัย และวันใดที่เราท่านเริ่มทำนิสัย และมีนิสัยของพระพทธเจ้าอยู่ในตนแล้วไซร้ เราท่านก็จักมองย้อนไปเห็นอำนาจกรรม และรู้ว่า การจะหนีกรรมไม่ใช่ง่ายเลย คนทั้งหลายที่ยังไม่รู้ ยังเป็นเชลยกรรม ยังใช้นิสัยกรรมอยู่ ย่อมมีกรรมหรือทุกข์รออยู่ในวันข้างหน้า คนเหล่านั้นน่าสงสาร คนมีธรรมย่อมเกิดเมตตาสงสาร และก็ไม่มีวันที่จะใช้นิสัยกรรมไปตอบโต้อย่างแน่นอน จิตอาสาท่านใด ที่เชื่อในธรรมของแม่ชีเมี้ยน ผู้นั้น ก็ย่อมไม่มีพฤติกรรมเช่นนั้นแน่นอน ส่วนคนที่มีพฤติกรรม ท่านก็อภัยเขาเถิด เพราะทุกคนกำลังทำตน หากแต่วันเวลาผ่านไป ก็ไม่เปลี่ยน อันนั้นหลวงพ่อนิพนธ์ เรียกว่า คนดิบ ซึ่งก็ต้องมี เจอเมื่อไหร่ก็ทำใจ เพราะสถานที่ของพระพุทธศาสนา เป็นที่รวมของคนทุกหมู่เหล่า นี่จึงมีธรรมหมวด อุเบกขา นั่นเอง

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่เราท่านมาหา คือ แม่ชีเมี้ยน พระพุทธ พระธรรม และหลวงพ่อนิพนธ์ หาใช่ผู้อื่นไม่ ... ไม่ว่าเห็นอะไรอื่น พิจารณา แล้วก็วางลง นั่นคือ คำสอนที่แม่ชีเมี้ยนให้ไว้ เลือกเอาสิ่งที่ดี .... จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ศาสนาของพระภูมี เป็นศาสนาแห่งปัญญา มีทุกสรรพสิ่งในที่เดียวกัน แล้วแต่ใครจะมีปัญญาเลือกสิ่งที่ดีให้แก่ตน จะคาดหวังมาสถานที่นี้ แล้วจะเจอแต่คนดีๆ นั่นคิดเอง เออเอง แม้นแต่ในหมู่ผู้ปฏิบัติ ของพระพุทธเจ้า ยังมีเทวทัตและพวกเลย ....

เจอเหล่าคนพาล ก็ให้อุเบกขา ให้เมตตาธรรม ให้อภัย แล้วหลีกหนี เจอบัณฑิต ผู้มีนิสัยพระภูมี ก็เข้าใกล้ชิด สนิทสนม เพื่อพัฒนาตน แลเมื่อแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ตัวกระทำไม่ตาย สิ่งที่เราท่านทำวันนี้ ย่อมรอเราอยู่ในวันข้างหน้า ตามที่ท่านอาสิ ย้ำทุกครั้ง ชาติหน้าฉันใด เราท่านก็จะได้มิเพียงแต่มีนิสัยพระภูมีติดตน แต่หมู่ชนที่ได้อยู่ร่วมกัน ก็ย่อมเป็นคนมีธรรม อย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ดีแต่คุย

เฉกเช่นพระหลายองค์เข้ามาเรียนธรรม ก็มุ่งมั่นจดจำคำสอน ของแม่ชีเมี้ยน แล้วก็พูดได้จนน้ำไหลไฟดับ แต่หาได้ปฏิบัติหรือทำตามให้เกิดมรรคเกิดผล ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นก็หาไม่ ท้ายที่สุดก็เป็นได้แค่พวก ดีแต่พูด ทำไม่ได้

ด้วยศาสนา ที่แท้จริง หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า คือ ศาสนา ทำ มุ่งมั่นเปลี่ยนนิสัยตนแต่เดิมที่เป็นนิสัยกรรม ให้เป็นนิสัยธรรมของพระพุทธเจ้า และการทำนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ธรรมมากมายแต่ประการใด เพียงแต่สิ่งใดที่ทำได้ แลเป็นประโยชน์แก่ตน ก็จับมาฝึกมาทำ ค่อยๆทำไปทีละน้อย คือ เริ่มตั้งแต่ ๑ ชั่วโมง

อาทิ เช่นที่ท่านอาสิกล่าว คือ นิสัยไม่โกรธ หรือจะเป็นนิสัยใดของตนที่เลวร้ายให้ทุกข์แก่ผู้อื่นมาก ก็นำนิสัยอันนั้นมาถวายพระพุทธ แล้วทำก่อน ค่อยๆลดไป ฝึกวันละหนึ่งชั่วโมง โดยหลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า ชั่วโมงแห่งสัจจะหรือการสร้างนิสัยนั้น ก็พึงไตร่ตรอง ด้วยเหตุด้วยผล ให้เห็นโทษแห่งนิสัยนั้นๆ เมื่อนิสัยเกิด ก็พยายามหาหนทางที่จะควบคุมนิสัยนั้น ด้วย พิจารณากรรมเป็นกรรมฐาน ว่าทำไปแล้วเป็นทุกข์แก่ผู้อื่น กรรมอันนั้นก็จะย้อนกลับมาให้ทุกข์เราอีกไม่จบไม่สิ้น

หากเราสร้างสติ แล้วทำนิสัยในชั่วโมงสัจจะได้ ชั่วโมงอื่น เราก็น้อมนำสตินั้นมาประคองตน ให้มีนิสัยสร้างสุขให้แก่ผู้อื่น หากนิสัยมาก็พยายามเอาสติในชั่วโมงที่ทำมาปะทะ ซึ่งแรกๆ ไม่เคยชินก็จะควบคุมได้น้อยเป็นธรรมดา ค่อยๆทำไป ก็จะควบคุมนิสัยได้ดีขึ้น

จึงไม่มีความจำเป็นเลย ที่จะต้องไปเรียนพระไตรปิฏกเพราะศาสนาของพระภูมี นั้นฟังง่าย ปฏิบัติได้เลย ไม่มีคำที่ฟังไม่รู้เรื่อง เหมือนในตำรานั้นๆหรอก มิหนำซ้ำยิ่งอ่านมากรู้มาก ก็จักเข้าข่าย รู้ไว้พูด ไม่ได้รู้ไว้ทำ ไปหมด

ดังนั้น เรื่องของศาสนา ที่ทำเพื่อช่วยตน ทุกคนทำได้ ฟังปุ๊บ พิจารณา แล้วจับเอาที่ตนทำแล้วมีประโยชน์มาทำ สร้างสุขให้แก่ตน แม้นเพียงคำเดียวประโยคเดียวก็พอแล้ว และเมื่อทำ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้เห็นว่า แม้นจะเป็นคำเดียว ประโยคเดียว แต่ด้วยนิสัยเดิมอยู่กับเราท่านมานาน การจะฝืนนิสัยเดิม ก้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ทำได้ถ้าเราท่านเจอศาสนาที่แท้จริง แล้วใช้อำนาจธรรม สติธรรมค่อยๆข่มนิสัยเดิม หรือกิเลสเดิม หยุดใจ วาจายังไม่ได้ ก็เริ่มที่หยุดกายก่อนเป็นสำคัญ

วันหนึ่ง เมื่อสติธรรมเราท่านโต หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราท่านมินิสัยธรรม เห็นกรรม ก็จะเกิดสิ่งหนึ่งผุดขึ้นมา นั่นคือ เมตตาธรรม เพราะรู้ตนดีว่า กรรมมีอำนาจ เราท่านผู้ทำ กว่าจะหลีกพ้นนิสัยกรรมเดิมของตน ไม่ใช่ง่ายเลย จึงไม่แปลกเลยว่า ขนาดพระโคดมผู้มีปัญญามีความพร้อม ยังใช้เวลาถึงกว่า ๖ ปี และเมื่อมีเมตตาธรรม เราท่านก็จะให้อภัยผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย ไม่เห็นผู้อื่นผิด เพราะรู้ดีว่า คนผู้นั้น ยังมีกรรมเป็นอำนาจ ควบคุมเขาอยู่นั่นเอง

บทสรุป โลกเราทุกวันนี้ มีแต่ผู้รู้มากมายเต็มโลก แต่หาผู้ทำนั้นน้อยนิด โลกจึงวุ่นวาย บ้านก็เป็นโลกย่อส่วน มีเราท่านเป็นประชากร ก็วุ่นวายหากทุกคนยังใช้นิสัยกรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงชักชวนเราท่าน มาใช้นิสัยธรรม ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพื่อเป็นจุดเริ่ม แห่งความสงบ จากตัวเองก่อน แล้วก็ไปเป็นบ้านที่สงบ ซึ่งน่าคิด ว่าหากมีบ้านใดบ้านหนึ่ง ทำตามคำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา บ้านนั้นจะกลายเป็นบ้านที่ไม่มีเสียงด่าทอกันเลยในบ้าน บ้านนั้นจะมีแต่ให้สุขแก่ครอบครัวตนและผู้อื่น รวมไปถึงสรรพสัตว์ บ้านนั้นย่อมเป็นบ้านที่คนอื่นปรารถนาจะเป็น แต่เป็นไม่ได้ เพราะคนเหล่านั้น ดีแต่พูด ดีแต่อยาก แต่ไม่ทำ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะทำบ้านเราท่านให้สงบสุข ที่สำคัญ ไม่มีทุกข์จากโรคภัย เป็นของแถมอีกต่างหาก ไม่มีหัวหงอกเผาหัวดำ ไม่มีอุบัติภัย ทำให้ชีวิตดับ บ้านวิเศษแบบนี้ สร้างได้ ขอเพียงเราท่านทำ ด้วยขันติ อดทน อย่าพึงแต่พูดว่า อยากหายโรค อยากมีสุข แต่เก็บมือ เก็บไม้ และยังใช้นิสัยเดิม ฝันที่ว่าไม่มีทางเป็นจริงได้เลย

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สุดตัว

หากเราท่านหวนกลับไปคิด วันแรกๆที่รู้ว่าเป็นโรค แล้วก็่ผ่านวัน ผ่านคืน ในการรักษาตนมา จนถึงวันนี้ ความเป็นจริงที่ปรากฎ สะท้อนให้เห็นว่า หนทางใดๆ ที่เราท่านใช้มา ล้วนแล้วแต่มิเพียงไม่สำเร็จในการรักษาตน แถมยังก่อให้เกิดความเสียหายที่เพิ่มขึ้น จนถึงวันนี้ จากเดิมที่เป็นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ก่อกวน กลายมาเป็นความเจ็บ ความปวด ที่รุมเร้า แทบจะทุกโมงยาม ทำให้ไม่สามารถอยู่อย่างปกติสุข หรืออาจจะต้องเสียการเสียงานไป นั่นย่อมเป็นบทพิสูจน์อย่างดีว่า สิ่งที่กำลังเผชิญ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่สำคัญ ไม่สามารถเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแลกได้เลย โดยเฉพาะวัตถุ เงินทอง แล้วทำไมเราท่านจึงประเมินกรรมต่ำเหลือเกิน ทั้งๆที่ปัญหาที่อยู่กับตน ไม่ว่าวิธีใด หรือใคร ก็ช่วยตนของเราท่านไม่ได้ พูดฟังง่ายก็คือ ไม่มีใครช่วยได้ อยากหายก็ต้องอาศัยปาฏิหารย์ เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าด้วยเหตุใดทำให้เราท่านได้มาพานพบ แม่ชีเมี้ยน ได้ยินได้ฟัง ศาสตร์สมุนไพร และธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ทำให้เราท่านได้รู้ว่า ปาฏิหารย์มีจริง แม่ชีเมี้ยนมีอำนาจ มีปาฏิหารย์ ทำให้ฝันของเราท่านในการหายโรค เป็นจริงได้ ด้วยประจักษ์พยาน ที่มีผู้ทำได้ และหาย ให้เห็นมากมาย ในช่วงที่ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรจึงเข้าถึงปาฏิหารย์อันนั้นได้

เมื่อเราท่านประเมินค่าของกรรม หรือ อำนาจกรรม ต่ำเกิน จึงทำตนแบบสบายๆ เอานิสัยตนเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกเลยว่า ทำไมหลายคน จึงมักใช้คำเป็นอมตะ นั่นคือ ไม่มีเวลา ต้องทำงาน มีภาระรับผิดชอบ .... ซึ่งน่าสงสัยอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่มีค่ามากที่สุด คือ ชีวิต มิใช่หรือ เราท่านกลับไม่มีวันเวลา เพื่อสร้างปาฏิหารย์ ทำสิ่งที่คนทั้งโลกทำให้ หรือ ช่วยตนของเราท่านไม่ได้ แต่กลับมีวันเวลา ไปทำสิ่งที่เป็นโทษเพิ่มให้แก่ร่างกาย ชีวิต และวิญญาณ ซ้ำอีก ฤาว่า ร่างกาย ชีวิต วิญญาณของเราท่านเอง นั้น ไม่ต้องรับผิดชอบ .... แต่ ... หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เวลาผลแห่งกรรมเกิด ใครเล่าจะมาเจ็บด้วย ใครเล่าจะมาตายด้วย และ วิญญาณใครเล่าที่ต้องรับผล .... ตัวเราท่านเอง วิญญาณของเราท่านเอง โดดเดี่ยว ไม่มีใครมาแบ่งปันได้เลย แม้นแต่เสี้ยวของความเจ็บ

ไม่ว่าทางโลก เราท่านจะเป็นผู้เลิศประเสริฐศรี เป็นคนดีของผู้อื่นสักฉันใด รักพี่ รักน้อง รับผิดชอบมากมายสักฉันใด สิ่งเหล่านั้น ฟ้าดิน เขาไม่ได้จัดสรรในการเป็นคนดีเลยแม้นแต่น้อย กลับเป็นตนของเราท่านเองต่างหาก ที่ฟ้าดินเขาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาในการเป็นคนดี หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า "ไม่เห็นแก่ตน ฟ้าดินลงโทษ" มิใช่ให้เห็นแก่ตัว แต่ควรทำตนของตนให้รอด ให้เป็นคนดี รู้ผิดถูก รู้ธรรมที่ใช้ช่วยตนได้เสียก่อน แล้วจึงไปช่วยคนอื่น

หากช่วยตนยังไม่พ้น แต่กลับทำตน จับปลาสองมือ อยากหายโรคก็อยาก อยากทำงานทำเงิน ก็อยาก ผลสุดท้าย ไม่ได้สักตัว ร่างกายก็ทรุดลง ทำงานทำเงินไม่ได้ แถมอาจช่วยตนยังไม่ได้เลย ซ้ำร้ายสุดท้ายแม้นแต่ชีวิตก็รักษาไว้ไม่ได้ มีให้เห็นมากมาย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ นี่แหละอำนาจกรรม ดลจิตดลใจ ให้เสียน้อย เสียยาก ทั้งๆที่ธรรมของพระภูมี ปาฏิหารย์ของแม่ชีเมี้ยน ก็เป็นที่ประจักษ์ หากยอมเสียเวลา เสียรายได้ มาฟื้นฟูตน ทั้งร่างกายและจิตใจ อาจเสียเวลาเป็นปีสองปี หากแต่สิ่งที่ได้ ก็จักสามารถทำงาน หาเงิน ได้ไปอีกนานจวบจนจบอายุขัยที่มี แถมยังมีสุขภาพกายและจิตที่ดี ด้วยนิสัยสร้างสุขแก่ผู้อื่นติดตัว สร้างภพภูมิที่ดีรอในวันข้างหน้า หรือ ชาติหน้า ได้อีกด้วย ไม่ดีกว่าหรือ

หากเราท่านไม่ทุ่มสุดตัวแล้วไซร้ ... กรรมมีอำนาจ มีความละเอียดอ่อน เล่นกายให้ตายไม่ได้ ก็เล่นใจให้หลุดจากวงโคจรของศาสนาได้ไม่ยากนัก ไม่ว่าด้วยความรุ่งเรืองของธุรกิจ หรือ ความเห็นผิด และทิฐิทั้งหลาย จนหลายคน กว่าจะรู้ตัว วันเวลาของตนก็ใกล้แล้ว อยากมาก็อาย หรือ อยากมาสภาพก็ไม่เอื้อแล้ว น่าเสียดายนัก ..... รีบมา รีบทำ แล้วก็กลับไปใช้ชีวิต ไม่ดีกว้าหรือ ทำให้สุดๆ ยอมเสียเวลามาเรียนรู้ และปฏิบัติ หายโรคก็ไม่เรื่องฝัน ปาฏิหารย์ของแม่ชีเมี้ยน ก็จักได้เห็น ได้สัมผัส ได้นำไปเป็นที่พึ่งของชีวิต .... เล่าเรียนยี่สิบปี เพื่อปริญญา ไว้เลี้ยงชีวิต เสียเวลา ปีหนึ่งสองปี เพื่อพัฒนาตน แลวิญญาณ ให้เป็นคนดี แถมได้หายโรค .... ไม่น่าลงทุนกว่าหรือ ... แต่ใครเล่าจะฝ่ากระแสกรรมเข้ามา แม้นอยากให้ทุกคนหายโรค ก็ได้แต่อยาก เพราะความจริง ใครทำ ใครได้ คนที่ไม่ทำ ไม่ยอมเสีย ก็ได้แต่ต้องปลง และเสียดาย มีวาสนามาพานพบศาสนา แม่ชีเมี้ยน ... เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่แท้จริง ช่วยตนได้ แต่กลับไม่เอื้อมมือไปไขว่คว้า กรรม กรรม อะไรเล่า น่าเศร้าจริงหนอ

ท้ายสุด เราจึงอยากชี้ให้เห็นว่า อยากหายโรค แต่ไม่ไปเรียนวิชาของศาสนา กับผู้ปฏิบัติ มันก็ได้แค่อยาก โชคดีก็หายจากโรคนี้ แต่ท้ายสุด ก็ไปเป็นโรคนั้น .... เพราะหวังแต่สมุนไพร เสียเวลาเปล่า ด้วยท้ายที่สุด ก็ไม่รอดเหมือนกัน ... แล้วทำไมไม่ไปเรียนวิชาเล่า เพื่อมาช่วยตน เพราะยอดของศาสนา คือ วิชาธรรม ที่ซึ่งชนะกรรม อันเป็นต้นเหตุแห่งโรคได้ .... เรียนเพื่อเปลี่ยนแปลงนิสัยตน ให้กลายเป็นนิสัยธรรม ที่สำคัญ เมื่อช่วยตนได้ ก็ช่วยคนที่ตนรักได้ เพื่อตนและคนที่ตนรัก ... ทำไมไม่ทุ่มสุดตัว อย่าหยุดแค่สมุนไพรเลย ... เพราะนั่นมันเสมือนรอวันแพ้ เท่านั้นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44