วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

กายพามา ใจพาไป


สถานที่นี้คนปกติ คงยากที่มาถึง คนที่มาถึงส่วนใหญ่ ก็คือคนที่ไปมาทั่วแล้ว จนท้ายที่สุด หมดทาง หมอทิ้ง หมดที่พึ่ง .. สถานที่นี้จึงถูกเลือก เรียกว่า เป็นทางเลือกสุดท้าย หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่มาก็ว่าได้

นั่นก็คือ ความเจ็บของกาย เป็นตัวพามานั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การฟื้นฟูตน ต้องใช้วันเวลา ต้องอาศัยองค์ความรู้ จึงจะทำให้ยืนระยะได้

หากยืนระยะ เป็นมาตรฐานกายได้ โรคก็ยากที่จะล้ม อาศํยวันเวลา ค่อยเรียนรู้ สร้างการกระทำของ วาจา และใจ ให้สอดคล้อง ผลสำเร็จก็ไม่เกินหวัง ไม่ว่าโรคอะไร

นี่จึงเหมือนเกมส์ชิงสาวก ... เมื่อธรรมอาศัยกายที่เจ็บพามา กรรมหากจะมาแย่งชิง คงใช้กายไม่ได้ สิ่งที่ได้ผลชะงัดก็คือใจ

อาศัยกรรมที่ทำมาเป็นเหตุ การมาของสมาชิก จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีเรื่องมีราวกระทบจิตใจ เจ้าหน้าที่บ้าง เพื่อนสมาชิกบ้าง ความร้อนบ้าง ... สร้างทิฐิมานะขึ้นทีละน้อย ... ใจก็จะพากายห่างจากที่นี่ไปทีละน้อย จากอาทิตย์ละครั้ง ก็เป็นสองอาทิตย์ครั้ง ... เป็นเดือนละครั้ง ... ในที่สุดก็หลุดจากที่นี่ไป

แม้นในภายหลังความเจ็บของกายจะเพิ่มขึ้นสักฉันใด ใจก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กายมาที่นี่ไม่ได้

แลหลักสมุนไพรของพระภูมี การจะประสพผล ต้องทำในคราวเดียว หากว่างเว้นไป แล้วกลับมากู้อีกครั้ง เหมือนมวยรู้ทาง การจะประสพผลก็ยากเป็นทวีคูณกว่าครั้งแรกมากนัก น้อยคนจะทำได้

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนสติให้พึงระลึกว่า สิ่งที่เรากำลังสู้อยู่ไม่ใช่โรค เราท่านกำลังสู้กับกรรม เมื่อทำลายกายไม่ได้ด้วยมีสมุนไพร ก็อาศัยทำลายใจ ... จึงพึงระวัง มีสติ เพราะอย่างไรเสียเมื่อทุกคนล้วนมีกรรม จึงต้องกระทบกระทั่งกันอย่างแน่นอน

การให้วางสัจจะ ไม่โกรธ และไม่เห็นผู้อื่นผิด นั่นเพราะสิ่งที่เกิด ย่อมเนื่องจากกรรมของเราท่าน ดลบันดาล

การทำสัจจะที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้นี้ จึงมีคุณหลายประการ ที่สำคัญคือระวังใจ และหยุดใจ ไม่ให้ลุกลามจนทำให้เสียโอกาสในการช่วยตน

โรคจึงไม่น่ากลัว นิสัยเราท่านสิน่ากลัว เพราะมันจะดลใจ ให้พากายออกจากที่นี่ไป รู้แล้วก็พึงระวังระไว ...

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

พ่อค้าหัวใส


ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความอยู่รอดของธุรกิจ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ทรัพยากรมนุษย์

ค่าใช้จ่ายทุกชนิด พ่อค้านักธุรกิจ ต้องคำนวน วางแผนการใช้จ่ายเป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ยากจะคาดคำนวน และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจจนล่มสลายได้ นั่นคือ สุขภาพ

แอปเปิ้ล สูญเสียผู้นำองค์กรในวัยเพียงห้าสิบเศษ นั่นหมายถึงนวัตกรรมที่จะใช้เป็นกุญแจในการต่อสู้ทางธุรกิจจะไม่มีอีกแล้ว อนาคตของทุกคนที่เหลือในองค์กร อาจเรียกได้ว่ากำลังถูกสั่นคลอน

ในอนาคต วันใดที่นักธุรกิจเห็นรูรั่วตรงนี้ และให้ความสำคัญ นั่นหมายความว่า เราท่านอาจจะได้เห็น โบนัส อันไม่ได้เกิดจากความสามารถในการทำงาน หากแต่เป็นผลอันเนื่องจากการรักษาสุขภาพของตน ที่ไม่เคยเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทเลยนั่นเอง

ความสูญเสียในการรักษาสุขภาพของพนักงาน ในสังคมเล็ก แลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ในระดับประเทศ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ส่วนหนึ่งก็ด้วยความโลภของคนบางกลุ่ม ทำให้ประเทศไทย อยู่ในอันดับต้นๆของประเทศที่มีการทานยาเคมีเกินความจำเป็น ...

หากกล่าวให้เห็นภาพชัดเจน เงินกว่าสามแสนล้านบาทต่อปีที่ประเทศใช้ไป ในการซื้อยา หากสามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นงบพัฒนาประเทศ ก็สามารถสร้างสนามบิน หรือ ท่าเรือ ถนนหนทางได้มากมายมหาศาล

เมื่อมองกลับมาในบริษัท พ่อค้าก็คงคาดการณ์ได้ว่า หากบริษัทไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพดั่งที่เป็นอยู่ แลเสียเพียงค่าเดินทาง ค่าอาหารนิดหน่อยให้แก่พนักงาน เพื่อมาฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพร ... ถึงสิ้นปีผู้ที่ดูแลตนเหล่านี้ ก็ได้เงินโบนัส ค่ารักษาสุขภาพ แม้นดูว่าจะเป็นรายจ่ายทุกเดือน แต่ผลสูทธิต่อบริษัท ย่อมประหยัดงบประมาณในการรักษาสุขภาพลงได้มาก อีกทั้งยังได้บุคคลากรที่มีความพร้อม ไม่ลา ไม่ขาดงาน ... อีกด้วย

เมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น วันหนึ่งข้างหน้า คำสั่งเสียที่แม่ชีเมี้ยนมีแก่หลวงพ่อนิพนธ์ประการหนึ่ง นั่นคือ เอาศาสน์สมุนไพรไปช่วยพี่น้องคนไทยของเอ็ง ถือว่าเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด

เมื่อค่าใช้จ่ายในชีวิตสูงขึ้นเรื่อยๆ ... สมุนไพร ก็จะเป็นทางเลือก .. แล้วเราท่านจะได้เห็นโบนัส... ที่บริษัททั้งหลาย ล้วนยอมจ่าย เพื่อให้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของตน ... อยู่สร้างคุณค่าแก่บริษัท อย่างยาวนาน และมั่นคง ... ซึ่งก็หมายถึง ความมั่นคงของบริษัทด้วย

มิใช่บริษัทจะได้แต่คนมีสุขภาพที่ดี ... หากแต่ยังได้บุคคลากรที่มีจิตใจดี เป็นคนดี กลัวกรรม ... มุ่งหวังสร้างสุขให้ผู้อื่น เพื่อสุขย้อนมาสู่ตน ... บุคคลากรอย่างนี้ บริษัทก็วางใจได้ว่า ต้องไม่มีความคิดฉ้อฉล โกงบริษัท อย่างแน่นอน

ใครจะมองว่าแค่สมุนไพร.... กระจอก ... แต่เรามองแล้วว่า ศาสน์สมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ มีคุณค่ามหาศาล เสียดาย ที่กว่าคนใหญ่คนโต คนมีอำนาจ ที่เสพสุขกับงบประมาณค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ จะมองเห็น ก็ต้องรอให้ประเทศบอบช้ำ ตกต่ำจนวิกฤตแล้ว ... คนทุกข์ทั้งแผ่นดิน .. เสียก่อน...


วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

บุญล้างบาป


หลักของพระภูมีที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาสอน นั่นคือ สมุนไพรล้างโรค บุญล้างกรรม หรือ บุญล้างบาป

วิทยากรมักเน้นเสมอว่า การจะช่วยตนนั้น ต้องอาศัยทั้งสองขา จึงจักประสพความสำเร็จ

หลายคนเมื่อได้ยินได้ฟัง ก็พาลคิดไปเลยว่า หากใช้กระบวนการครบทั้งสองแล้วนั้น ย่อมหมายความว่า การฟื้นฟูของตน จะราบรื่น ไม่มีอะไรมาแผ่วพาน เสมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ

แต่เมื่อประสพพบความจริง การเลือกหนทางนี้ ต้องผ่านวิบากกรรมมากหลาย ต้องทนเจ็บ ทนปวด ทนร้อน ทนหนาว ทนคัน ...

บางคนจึงมีคำถามว่า ก็ในเมื่อทำบุญล้างบาปแล้วทำไมต้องมาทนอย่างนี้อีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำสอนที่แม่ชีเมี้ยน เล่าพุทธประวัติให้ฟัง ครั้งอดีตที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เสด็จไปโปรดและหาสาวก

ก็พระพุทธเจ้าเป็นต้นบุญ มีบุญญาธิการมหาศาล แล้วทำไมจึงเกิดอาการปวด อาการเจ็บเข่า เจ็บข้อ ทำไมบาปน้อยเพียงนี้ บุญของท่านจึงล้างไม่ได้

แม่ชีเมี้ยนจึงทรงชี้ให้เห็นว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเดินไปที่ใด ก็ต้องเหยียบสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้ใบไม้บ้าง มองไม่เห็นบ้าง เหมือนคนทั่วไป สัตว์บางตัวก็อโหสิกรรมให้ บางตัวก็ไม่ยอม นั่นเองจึงเป็นเหตุให้ทำไม แม้นแต่พระพุทธเจ้าจึงยังต้องเจ็บ ต้องปวด ต้องเมื่อย ใช้กรรมที่สัตว์เหล่านั้นไม่อโหสิกรรมนั่นเอง

เกร็ดอันนี้ ทำให้เราท่านรู้ได้ว่า หากพระพุทธเจ้าถือศีล ห้ามฆ่าสัตว์ ท่านก็ไม่มีวันสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า เพราะทำไม่ได้

แลด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เมื่อครั้งจะดับขันธ์เพื่อปรินิพพาน แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า ก็ต้องทรงใช้กรรมเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการอาเจียนเป็นพระโลหิด ... อันเป็นที่มาที่พราหมณ์มันมั่ว แล้วแปลงสาร เป็นพระพุทธเจ้าทรงประชวร ต้องอาศัยหมอชีวก

เสมือนเป็นนัยว่า พระพุทธเจ้าที่ว่าเป็นที่สุดของโลก แต่ก็ยังต้องพึ่งพราหมณ์ มาช่วยรักษา .... ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะหลักของพระภูมีคือหลักตนพึ่งตน และพระพุทธเจ้าเป็นสัญลักษณ์แห่งบุญ ย่อมไม่ตกอยู่ในความเจ็บด้วยโรคอย่างแน่นอน .. เพราะแค่โรคยังผ่านไม่ได้ ... ยังอยู่ในวัฐจักรแห่งโลก คือ ความเจ็บ จะไปนิพพานได้อย่่างไร

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าแลสาวก จะไม่ตกอยู่ในความเจ็บเยี่ยงนั้นหรอก

นี่เองจึงเป็นเหตุว่า ทำไมหนทางการฟื้นฟูตนของเราท่าน จึงยังต้องเจ็บ ต้องปวด และต้องอาศัยขันติอดทน .. ก็กรรมที่เราท่านทำมา เจ้ากรรมนายเวรเขาไม่ยอม ส่วนที่ลดได้ล้างได้ ก็อาศัยทำบุญแล้วจึงกล่าวอุทิศ เหมือนที่วิทยากรนำให้เราท่านทำนั่นเอง

ผลจะเป็นเครื่องชี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า ระยะทางพิสูจน์กำลังม้า ฉันใดก็ฉันนั้น ผลแห่งการกระทำ ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า การกระทำ ความเชื่อ ที่เราท่านศรัทธาแล้วทำตาม ถูกหรือผิด ... ถ้าผลผิดที่เกิดกับตนเกิดขึ้นแล้ว โรคมันเกาะกินแล้ว ... จะบอกได้อย่างไรว่า หนทางที่เดินที่ทำอยู่ มันเป็นบุญ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราท่านฝึกความอดทน ด้วยการบังคับให้มานั่งสวดมนต์ นั่งฟัง รักษาอาการสงบ เมื่อถึงสภาวะคับ่ขัน อาการรุมเร้า ก็จะเป็นเพียงแต่กาย ส่วนใจนั้นไม่กระวนกระวาย ตกต่ำไปกับอาการที่เกิด มีสติ แลใช้ขันติ อดทน ใช้กรรม จนผ่านอาการนั้นๆได้

อย่าหวังว่าจะผ่านโดยไม่มีอาการอะไรเลย ... แลก็อย่ากลัวจนเกินไป เพราะสิ่งที่เราจะเผชิญ ก็ถูกลดทอน ทั้งด้วยสมุนไพร แลด้วยบุญที่ทำมา

วิทยากร อ.อร่าม จึงมักเปรียบเปรยให้ฟังว่า เสมือนเราท่านทำผิด ต้องรับโทษ หากแต่โทษที่จะรับ จากประหารชีวิต ก็เหลือแค่จำคุกไม่นาน จากปวดมะเร็งจนตาย ก็ทนปวดสักสามเดือนหกเดือน จากจำคุกตลอดชีวิต เป็นอัมพฤกต์ อัมพาต ก็ทนเจ็บ ทนปวด สัก หกเดือน ... ปีนึง

ประเภทที่จะไม่รับโทษอะไรเลย ... ที่นี่ไม่มี ...