วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ชักศึกเข้าบ้าน


ความน่าหอมหวานยิ่งนัก เมื่อเห็นตัวเลขอันมหาศาลของปริมาณยาเคมี ที่คนไทยใช้ในแต่ละปี จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมความโลภมันจึงเข้าบดบัง คุณธรรม ที่พึงมี ของคนได้

ความรู้ ที่ถูกถ่ายทอด มาให้คนทั่วไป มันจึงบิดเบี้ยว จุดประสงค์เดิม แห่งศาสตร์การแพทย์ ไม่ว่าแบบไหน ที่มุ่งหมายเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์เป็นสำคัญ ก็ถูกบดบัง กลายเป็น จุดประสงค์หลักคือ ความร่ำรวย กับการค้าชีวิตมนุษย์แทน

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นตัวอย่าง กรณีของคนที่มีโอกาสจะเป็นโรคเบาหวาน ในขณะที่เริ่ม ก็จะมีช่วงที่น้ำตาลในกระแสเลือด มีค่าสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน และบังเอิญ พาตนไปพบแพทย์ในเวลานั้นพอดี

แทนที่จะให้โอกาสร่างกาย ในการฟื้นฟูตน ด้วยการแนะนำในการออกกำลังกาย ดูแลกวดขันวินัย การกิน การอยู่ เวลาพักผ่อน ให้เหมาะสม ลองดูสักระยะ ว่าร่างกายสามารถฟื้นคืนกลับเป็นปกติได้ไหม สักพักหนึ่ง แต่โลกทุกวันนี้ เมื่อค่าน้ำตาลในกระแสเลือดสูง คำแนะนำก็คือ คำขู่ ที่ถูกใช้เป็นอมตะ "หากไม่รีบรักษา อาการอาจรุนแรง และทำให้ตายได้"

แล้วก็ให้ยาเคมีมาทาน แล้วก็ดีใจกับค่าน้ำตาลที่ลดลง กลับมาอยู่ในเกณฑ์ของหมอ ในวันนี้

การทำเช่นนั้น ย่อมหมายถึง การทำลายสัญญาณเตือนของร่างกาย ว่าระบบมีปัญหาแล้ว ต้องแก้ไข กลายเป็นว่า หลอกร่างกายว่าปกติ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องแก้ไขใดๆ ที่สำคัญ การทานยาเคมี มีผลที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ ทำลายระบบการฟื้นฟูร่างกายของตนธรรมชาติลง นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า "ภูมิ" ทีละน้อย
๗ หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาภูมิเสมือนกองทัพ เหล่าทหารที่ไม่เคยได้รบเลย แม้นแต่ศึกเล็ก ศึกน้อย ด้วยสัญญาณที่บอกกล่าวว่ามีข้าศึก ไม่เคยเลยที่จะดัง ด้วยการใช้ยาเคมี

สิ่งที่ทุกคนจะประสพ จึงเข้าข่าย "สุขวันนี้ ทุกข์วันหน้า" คือวันที่ยาเคมีเอาไม่อยู่ และยิ่งไปกว่านั้น ผลแห่งการทานยาเคมี ก็ทำลายภูมิของตนไปมากมาย พอเจออีกที ทีนี้ ก็เข้าขั้นตรีทูต สัญญาณดัง มิใช่ข้าศึกบุก แต่เป็นข้าศึกยึดเมืองได้แล้ว นั่นก็คือ อาการเบาหวาน ขั้นรุนแรง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า การหลอกร่างกายด้วยยาเคมี จึงไม่ต่างอะไรกับการมีพฤติกรรม ที่กำลังฆ่าตนเองทีละน้อย ฉันใดฉันนั้น เป็นการชักศึกเข้าบ้าน ส่งผลให้ พรหมลิขิตหักกลาง แทนที่จะมีแต่กรรมเดิม ที่แม้นเป็นก็ยังอยู่ได้จนครบพรหมลิขิต แต่กรรมอันนี้ ตกในฐานะ "เจตนาฆ่าตนเอง" กรรมอันนี้ร้ายแรงนัก ผลก็คือ เราท่านอยู่ไม่ถึงพรหมลิขิต

จึงไม่ต้องสงสัย หากจะใช้ศาสตร์สมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ช่องว่า ต้องลดคู่ต่อสู้ที่มาทำลายเราท่านลง จากศึกหลายด้าน ก็ลดให้เหลือหน้าเดียว คือ โรค เราท่านจึงจำเป็นต้องเลิก ยาเคมี ให้เร็วที่สุด

กระบวนการต่อมา ก็ลดอารมณ์ นิสัย .... ที่ซึ่งหากไปดูตำราทางการแพทย์ไม่ว่าศาสตร์แบบไหน ก็จักเห็นได้ชัดว่า อารมณ์มีผลต่อร่างกายมหาศาล ยิ่งตอนป่วยด้วยแล้ว ใครนึกภาพไม่ออก ก็ไปดูสามก๊ก ตอนจิวยี่ถูกธนูอาบยาพิษนั่นแล ยามใดที่โกรธ พิษก็จะกำเริบ ยามใดที่ควบคุมจิตใจได้ อาการก็ดีขึ้นรวดเร็ว

ใครจะบอกว่า รักษาโรคไม่เกี่ยวกับนิสัย ... ก็ไม่ว่ากัน แต่แม่ชีเมี้ยนชี้ชัดว่า การฟื้นฟูตน โดยเฉพาะด้วยศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีด้วยแล้ว ตัวชี้ขาด คือ นิสัย

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เมื่อคนใดฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำนิสัย ตามบัญญัติคำสอน ไม่ว่าโรคใด ที่หมอทั้งโลกบอก ไม่มีวันหาย ก็สามารถพบปาฏิหารย์ หายโรคได้ ด้วยการทำนิสัย ทำให้ลดการทำลายตน เหลือแต่โรคหน้าเดียว ก็เป็นงานง่ายสำหรับสมุนไพรแล้ว หากทานแต่สมุนไพร ก็ยากจะคำนวนว่า ส่วนที่ฟื้นฟู มันจะทันส่วนที่ถูกทำลายหรือไม่ ... ผลของการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว จึงเอาแน่เอานอนไม่ได้

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อะไรรักษาโรค

ศาสนาเปรียบเทียบมนุษย์ ในการดิ้นรนแก้ทุกข์ อันมีจากโรคที่เป็น ว่ามีการกระทำเสมือน "กระต่ายตื่นตูม"

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่แสดงให้เห็นที่มาที่ไปของวงการแพทย์ อันเป็นการเปลี่ยนโฉมจากเดิม และเปลี่ยนเป้าประสงค์ หรือเจตนา ที่คนในอดีต อยากเป็นหมอเพราะอยากช่วยชีวิตมนุษย์ นับจากมีคนผู้หนึ่งที่มีความเฉลียวฉลาด จบการศึกษาแพทย์ ในขณะเดียวกัน ก็มีหัวในทางการค้า มีความโลภในตน

การค้นพบของหมอท่านนั้น ทั้งในศาสตร์ของจิตวิทยา และศาสตร์ของการแพทย์ ทำให้เห็นช่องทางในการสร้างความร่ำรวยแก่ตน โดยเริ่มจาก ยาแก้ปวด ธรรมดานั่นเอง เมื่อสามารถคิดค้นยาแก้ปวดได้ แลเป็นที่นิยม สิ่งหนึ่งที่แพทย์ท่านนั้นรู้ คือ ผลแห่งการใช้ยาแก้ปวด เป็นเวลานานจะเกิดผลข้างเคียงอย่างไร

แผนความร่ำรวยจึงเกิดขึ้น ด้วยการตอบสนองความต้องการของคน ที่จะหลีกหนีความปวด ดังนั้น ยาแก้ปวดจึงถูกจำหน่ายออกไป ในราคาที่ถูก และด้วยความไม่รู้ของคน การส่งเสริมจิตวิทยา โดยอาศัยความเชื่อที่มีต่อวงการแพทย์ นั่นคือ พูดอะไรก็เชื่อ เพราะมีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าอาการสิ่งใดปรากฎ ... คำอมตะ ที่จะถูกนำมาใช้ เพื่อให้คน ตกในสภาวะกระต่ายตื่นตูม นั่นคือ "ถ้าปล่อยไว้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต"

ผลแห่งการทานยาแก้ปวดเป็นเวลานาน ผลข้างเคียงที่ปรากฎอันดับแรก คือ การไปทำลายอวัยวะ ด่านแรกที่เป็นตัวประทะ นั่นคือ ไต แลเมื่อไตเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ ทีนี้แหละ จะมีสารเคมีหลุดจากไต เข้ากระแสเลือด รวมทั้งเชื้อทั้งหลายเล็ดลอดจากไต ไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย จุดใดของร่างกายเปราะบาง ก็จะกลายเป็นที่พัก อันนี้แหละวัดดวง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักบอกเสมอว่า คนทั้งหลายเข้าใจผิดในสิ่งที่ตนเป็น โรคที่ปรากฎจึงเป็นแค่สถานี หรือ อุปมาเสมือน ปากอ่าว ที่เป็นที่ตะกอนทับถม เท่านั้นเอง หากหลงประเด็น มัวแต่รักษา โดยการเอาตะกอนปากอ่าวออก แต่แหล่งที่สร้างตะกอนยังคงอยู่ แม้นวันนี้จะหายโรค อุปมาเสมือนกำจัดตะกอนหมดไป แต่ในไม่ช้า โรคมันก็หวนคืนมาอีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างให้เห็นชัด อาทิคนเป็นโรคตาต้อ คนทั้งหลายก็มุ่งแต่อยากกำจัดต้อ อันนั้นให้หมดไป จึงไปใช้วิทยาการสมัยใหม่ หรือแม้นแต่หวังแต่ขอยาหยอดตา เพื่อให้ตานั้นกลับมาปกติ แลก็สมหวัง ทำได้ แต่นั่นคือ การกำจัดตะกอน ปากอ่าว ในไม่ช้า สิ่งที่หลุดจากไต ก็จะมากองที่ปากอ่าว คือ ดวงตาอีก นั่นคือ การกลับมาเป็นต้ออีกครั้ง นั่นเอง

การฟื้นฟูตน ด้วยศาสตร์ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หรือ ศาสตร์สมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ไม่ต้องไปสนโรค นั่นมันปลายเหตุ ควรแก้ที่ต้นเหตุ หากมองแค่ รูปธรรม คือ ร่างกาย จึงต้องแก้ที่อวัยวะทั้ง ๓๒ ของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ นี่แหละคือ หน้าที่ของสมุนไพร

กระบวนการสมุนไพร จึงต้องไปทำให้อวัยต่างๆ รู้ตัว นั่นคือ ทำไมต้องทานของแสลง เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ปัญหาของอวัยวะนั้นๆ แล้ว แก้ไข ฟื้นฟู โดยมีสมุนไพร เป็นพี่เลี้ยง

กระบวนการของสมุนไพร จึงซ๋อมสร้างอวัยวะ และสร้างสิ่งที่สำคัญอันมีประโยชน์ยิ่งในการฟื้นฟูตน ให้กลับมา คือ สิ่งที่เรียกว่า "ภูมิ"

ทีนี้ เมื่อร่างกายมีภูมิ มีอวัยวะที่สมบูรณ์ ทำหน้าที่ได้เต็มที่ ร่างกายก็สามารถแก้ไขปัญหาที่มีคือ สามารถใช้ภูมิอันนั้น แลวัตถุดิบ คือ อาหาร ๕ หมู่ ไปต่อสู้โรค หรือ เอาชนะโรคได้

แต่ปัญหาที่สำคัญ ที่คนทั้งหลายไม่รู้ แม้นแต่วงการแพทย์ก็ไม่รู้ ว่า ทำไมเมื่อคนเราปกติ มีภูมิ แต่กลไกอันนี้ไม่ทำงาน จนทำให้เกิดโรคได้ เฉกเช่นเดียวกัน แม้นจะทานสมุนไพร ให้อวัยวะกลับมาทำงาน และมีภูมิ ก็ยังไม่ใช่คำตอบว่า จะหายโรค

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์ของพระภูมี ทำให้เราท่านได้รู้ว่า กลไกของการทำงานของคนทุกคน มีกลไกชนิดหนึ่งที่มองไม่เห็นแต่มี นั่นก็คือ การให้คุณให้โทษ จากสิ่งที่ทานเข้าไปนั่นเอง ผลแห่งการทานจะเป็นผลดี หรือผลร้าย ขึ้นอยู่กับสิ่งหนึ่ง พระภูมีเรียกสิ่งนั้นว่า "กรรม" อำนาจกรรม ที่เราท่านทำไว้ในอดีต จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ที่มีผลต่อการทาน ไม่ใช่ สุขอนามัยของอาหาร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็น เมื่อกรรมชั่วมาถึง แม้นเศรษฐีจะกินอาหารที่ว่าดีเลิศ ถูกสุขอนามัยสักฉันใด อาหารนั้นก็เป็นพิษ หากแต่ถ้ามีกรรมดี ขอทานเก็บอาหารที่ทิ้งในถังขยะมาทาน ก็ให้สุข

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ตัวแปรที่สำคัญ ที่ทำให้เกิดโรค คือ "กรรม" การที่จ่ะรักษาโรค ก็ต้องอาศัย อำนาจหรือมือที่สาม เพื่อเปลี่ยนแปลงผล เพราะผลในวันนี้ คือ กรรมชั่ว มาอุบัติ ทำให้เป็นทุกข์ ถ้าจะฟื้นฟู ก็ต้องสร้างอำนาจธรรม มาเพื่อหลีกหนี กรรมชั่วอันนั้นลง เพื่อให้ผลแห่งการทานนั้น รวมกับภูมิของตน สร้างคุณแก่ร่างกาย ฟื้นฟูตนได้ อันเป็นที่มา ของ สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม นั่นเอง

ก็แล้วทำไมทานสมุนไพรแรกๆ จึงดีขึ้น หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้เห็นว่า นั่นคือ ผลแห่งการกระทำในอดีต มาส่งผลให้ ทุกคนจึงมีครบทั้งสองส่วนในระยะแรก การทานสมุนไพร แม้นบางคนไม่ต้องทำอะไรเลย จึงฟื้นฟูตนได้ แต่เมื่อผลบุญในอดีตหมดลง หากไม่ทำใหม่ สร้างบุญเพิ่มเติมขึ้นมา ปฏิเสธแม้นแต่การสวดมนต์ นั่งฟัง ช้าเร็วก็กลับไปรอยเดิม เพราะขาดอำนาจที่จะสู้กรรม มีแต่สมุนไพร ก็ได้แต่อวัยวะดีขึ้น แต่แก้ไขโรคที่เป็นไม่ได้

จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมศาสตร์นี้ จำต้องอาศัยคุณสมบัติของผู้ทาน ประกอบด้วยเป็นสำคัญ จะมาหวังแต่สมุนไพร ก็คงไปไม่ได้ไกล หรือ โชคดี บุญเก่าเยอะหน่อย พอหายโรคได้ แล้วก็ลำพอง แต่ช้าเร็ว บุญนั้นก็หมดไป ทีนี้ ก็เข้าอีหรอบเดิม ก็ไม่ต้องสงสัย ว่าทำไมโรคจึงหวน หายไปตั้งนานแล้วกลับมาเป็นอีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวอย่างมั่นใจให้ฟังเสมอว่า ด้วยเหตุนี้ "ในโลกนี้ ไม่มียารักษาโรค" เพราะไม่มีทางที่ความคิดของคน จะสามารถเอาชนะกรรมได้ ยิ่งวัตถุด้วยแล้ว เป็นของตาย ยิ่งไม่มีทางเอาชนะกรรมได้อย่างแน่นอน ... คนที่รอความหวัง ว่าจะพบตัวยามารักษาโรค (โรคตาย) ของตน รอจนตายไปแล้ว คนแล้วคนเล่า ก็ไม่มีทางสมหวังโดยเด็ดขาด ฝันนั้นไม่อาจเป็นจริง ยกเว้นก็แต่โรคกรรมผ่าน ที่เป็นแล้วก็หาย ไม่ได้มาเอาถึงตาย นั่นแหละจึงพอหายาได้

ด้วยความรู้จากหลวงพ่อนิพนธ์นี้เอง ย่อมแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่รักษาโรค อย่างแท้จริงให้แก่ตัวเราท่าน คือ "คุณสมบัติ" อันจะมีมากน้อย แม่ชีเมี้ยนก็ชี้ช่องว่า มาจากการทำนิสัยของตนนั่นเอง ว่าสามารถสร้างการกระทำใหม่ นิสัยใหม่ อันเป็นนิสัยของพระพุทธเจ้าให้เกิดแก่ตนได้มากน้อยเพียงใด ผู้ใดยอมทุกข์กับวินัยมาก ผลก็มาก การหายโรคก็มีโอกาสมาก ผู้ใดไม่ยอมทุกข์กับวินัย ผลไม่มี กินแต่บุญเก่า ไม่ว่าทานสมุนไพรมากสักฉันใด ก็ดีได้ระยะหนึ่งเท่านั้นเอง หมดบุญเก่าเมื่อไร ก็มีแต่ทรงกับทรุด .... การทานแบบนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็ได้แค่ "ยื้อ" เท่านั้นเอง

เราจึงอยากยกคำแม่ชีเมี้ยนมาเป็นสติ "ไม่เชื่อหรือ ว่า กรรมมีจริง ตัวกระทำของเรามีจริง รอคอยเราอยู่วันข้างหน้าแน่" ผลที่เกิดพิจารณาแล้วก็เห็นประจักษ์ หากไม่มีกรรมเป็นอำนาจ เสมือนประหนึ่งเครื่องจักร ใส่ของที่เหมือนกันเข้าไป เครื่องตัวเดียวกัน ผลย่อมได้เหมือนกัน ... แต่คนคนเดียวกัน กินข้าวเหมือนกัน วันก่อนกินแล้วโต ให้สุข ครั้นมาวันนี้ กินแล้วกลับทำให้เกิดโรคซะงั้น ... ถ้าไม่เชื่อกรรมมีจริง ศาสตร์อันนี้ก็ไร้ค่า หาประโยชน์ไม่ได้ ถ้าไม่สร้างคุณสมบัติ จะมากินสมุนไพรสักฉันใด จะหาผลเลิศ คือ หายโรค และไม่กลับมาเป็นอีก คงเป็นได้แค่ความฝัน

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มาไม่ถึง

เราเคยถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ในเมื่อศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นสิ่งที่เรียกว่า วิเศษสุด สามารถช่วยคนได้ หากคนผู้นั้นได้มาเจอ ฟัง พิจารณา แล้วเกิดความเชื่อ ทำตามคำสอน ก็จักเปลี่ยนพรหมลิขิตของตน ตามที่ตนปรารถนาได้ นั่นก็หมายความว่า ต้องเป็นที่นิยม ต้องมีคนมาหามากมายมหาศาล หรือ ล้นหลามสนามแตก เหมือนดั่งคนอยากไปดูฟุตบอล ที่ชื่นชอม หรือ คอนเสริตท์ของนักร้องที่ตนชอบ เช่นนั้นแน่

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก เพราะศาสนาเป็นของนอกโลก ปกติวิสัยจะไม่มีในโลก ยกเว้นก็แต่เฉพะาช่วงเวลา ที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่จะอุบัติ เพื่อสานต่อองค์เก่า มีระยะเวลาสั้นๆ ในวงรอบของ ๒๕๐๐ ปี เท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้ ศาสนาจึงเป็นของที่คนทั้งหลายทั้งปวง ย่อมไม่คุ้นเคย ด้วยภพชาติที่ผ่าน ก็อาจไม่ได้เจอศาสนาทุกครั้งที่พระพุทธเจ้าอุบัติ นั่นยิ่งต้องอยู่ในนิสัยกรรม จึงคุ้นเคยกับ การสร้าง กรรมดี กรรมชั่ว แต่ศาสนาไม่สอนให้สร้างสิ่งเหล่านั้น การทำตามศาสนา ผลตอบแทน คือ "บุญ"

คนที่จะมาหาศาสนา จึงมักเป็นผลจากอดีต นั่นคือ เคยมีการกระทำ กับพระพุทธเจ้าองค์เก่า หรือ สาวก ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด หากย้อนไปยุคพระโคดม ก็ทราบกันดีว่า มีสาวก ประมาณเกือบแสนองค์ หากแต่บุคคลที่ไม่อยากไป ขอแค่ฝึกนิสัย หรือ ฆราวาส ก็ประมาณสามแสนคนเท่านั้นเอง คนเหล่านี้แหละที่จะเวียนว่ายมา

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ดูคนที่อยู่ข้างมูลนิธิสิ แม้นจะใกล้ติดกัน สิ่งที่เป็นก็เหมือนเช่นคนอื่น คือ มีโรค แต่เขาก็ไม่มา ไม่สนใจ นั่นคือ เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของเฉพาะกลุ่ม .... ยิ่งไปกว่านั้น คือ กลุ่มคนน้อยๆ ย้อนไปอินเดีย กลุ่มของพระโคดม ก็แค่หลัก ครึ่งล้านคน เฉพาะในอินเดียยุคนั้น ก็มีคนเป็นหลักร้อยล้านคนแล้ว หากยิ่งเทียบกับคนทั้งโลก ยิ่งน้อยกว่าน้อย

การได้มาถึง จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นี่แหละด้วยตัวกระทำของคนเหล่านั้นในอดีต อุปมาเสมือนมาทวงหนี้ที่มีต่อศาสนา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมคนทั้งหลายที่มา เราท่านอาจเห็นคนบางคน อาจจะเป็นต่างชาติ ต่างศาสนา มาทานสมุนไพร แล้วไม่ต้องทำอะไรก็หายได้ เรียกว่ากินบุญเก่า ก็ได้ประมาณนั้น หากแต่บุญนั้น มีมากน้อยต่างกัน เมื่อบวกกับกรรมที่สร้าง มากน้อยไม่เท่ากัน ศาสตร์สมุนไพร จึงเอาเกณฑ์อะไรไม่ได้เลย เพราะต่างกรรม ต่างวาระ

แล้วศาสนาดึงคนเหล่านั้นมาทำไม คนที่เวียนว่าย หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ชี้ว่า ประการแรก ศาสนา ก็ต้องใช้หนี้ ที่คนเหล่านั้นทำให้ ในยุคพระโคดม ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมที่นี่จึงให้โอกาสทุกคนที่มา ในทุกโรค ทุกอาการ และก็ยิ่งไม่ต้องแปลกใจว่า คนที่มาเมื่อทานสมุนไพร ย่อมไม่มีผลเสีย มีแต่ผลดี แต่อาจจะมากน้อยต่างกัน ไปตามแต่ละบุคคล

ประการที่สอง หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ว่า การมา คือ การที่ศาสนาให้โอกาส หรือให้คนผู้นั้นชั่งใจว่า จะมีการกระทำต่อ หรือ ตัด ไม่กระทำ ตามคำสอนของศาสนาอีก เพื่อผลในภายภาคหน้าต่อไป หลังจากใช้ของเดิมที่ทำมาหมดลงไปแล้ว

นี่แหละคือใจความสำคัญ หรือ จุดประสงค์ของการมีมูลนิธิ คือ เพื่อให้เราท่านทั้งหลาย ได้มีการกระทำ มีนิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งของตนต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง หลังจากการห่างหายจากศาสนา เมื่อสิ้นยุคของพระโคดม กว่าสองพันปี ล้วนแล้วแต่อยู่ในนิสัยกรรม นิสัยกรรมก็หล่อหลอม กลืนนิสัยธรรม ก่อให้เกิดทุกข์แก่ตน มากขึ้น ตามความห่างนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ศาสนาเป็นแต่เพียงผู้ชี้ สอนเหตุและผลให้พิจารณา ช่วยใครไม่ได้เลย คนที่มา แลได้ผล ก็ด้วยตัวกระทำเก่า และตัวกระทำใหม่ ที่เสมือนบังคับให้ทำ คือ การสวดมนต์ และฟังคำสอน แต่ของเดิมเมื่อใช้ย่อมหมด จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทุกคนมาทานแล้วย่อมดีขึ้น บางคนก็ด้วยตัวกระทำเดิม เพียงพอให้หายโรคได้ แต่นั่นก็แค่มาหา ยังมาไม่ถึง คนที่ถึง ก็คือคนที่เมื่อได้สัมผัส แล้วพิจารณา เกิดปัญญา จึงนำคำสอนไปเปลี่ยนแปลงนิสัยตน คือ นิสัยกรรมให้ลดลง เพิ่มนิสัยธรรม ให้มากขึ้น เพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตนในภายภาคหน้า

บทสุดท้าย หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คนที่มาแล้วถึง จึงมีเฉพาะคนที่มาแล้วเปลี่ยนการกระทำของตน ตามรอยของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนนำมา สถานะของตนจึงปลอดภัย คือ ถึงสุขที่แท้จริง ที่ กินได้ นอนหลับ ไม่มีโรค ไม่มีอุบัติภัย แต่หลายคนก็หยุดแค่เพียงการดีขึ้น หรือ หายโรค ไม่สนนิสัย ... โดยหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นการกินบุญเก่า ช้าเร็วก็ต้องหมด

อย่าแปลกใจเลย หากสงสัยว่า ฉันมาตั้งนาน ทานสมุนไพรแรกๆก็ดีขึ้น บ้างก็มาเป็นจิตอาสา ก็ดีขึ้นอีกระดับ หรือ โชคดี หายโรค แต่ครั้นนานวันเข้า ทานสักฉันใด เป็นจิตอาสา สักฉันใด โรคก็ไม่ดีขึ้น หรือ หนักกว่าเก่า หรือ โรคเก่าไป โรคใหม่มา ก็นิสัยกรรมของเราท่านยังอยู่ครบ ผลบุญหมดวันไหน ไม่มีใครรู้ มันก็ย้อนกลับมาเล่นเราท่าน ทีนี้ อะไรก็หยุดไม่อยู่ เพราะการมาของเราท่าน ไปไม่ถึงซึ่ง "นิสัยของพระพุทธเจ้า" พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า เมื่อมีวันเวลา ไม่รู้จักสร้างร่มของตน ไม่มีใครคนไหน ที่จะมาพักในร่มของศาสนา ถึงเวลาก็จากไป แต่ครั้นมีร่มของศาสนา ก็เพลิดเพลินเจริญใจ ไม่ทำตน ถึงเวลาต้องไป ก้าวพ้นปุ๊บเจอแดดแรงปั๊บ ร่มของตนไม่มี นั่นแลเจอตอแล้ว

คำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มักกล่าวให้ฟังเสมอว่า เมื่อเป็นบุญเก่า ใช้ก็หมด นั่นหมายความว่า ศาสตร์สมุนไพร หากจะใช้ให้ได้ผล อุปมาตีงู ต้องตีให้ตายในครั้งเดียว เมื่ออาศัยบุญเก่า และการกระทำที่สอดคล้อง ทำให้มีกำลังฟื้นฟูตนขึ้นมา ก็ต้องเร่งรีบ ไปให้ถึงที่หมาย คือ สร้างร่มของตนเป็นที่พึ่ง คือ นิสัยสร้างสุขให้ผู้อื่น ให้มีแก่ตนให้จงได้ แลลดนิสัยสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นมากที่สุด มิฉะนั้น เมื่อถึงเวลา ต้องออกจากร่ม เจอแตดแรง ช้าเร็วก็ต้องล้ม ทีนี้ จะมาใช้แบบเดิม บุญเก่าก็ถลุงซะเกลี้ยงคลัง ของใหม่ ก็สร้างไม่เป็น หรือ ทำไม่ได้ .... การได้พบศาสนา ในชาตินี้ ก็ไร้ค่า ช่วยตนไม่ได้

สิ่งที่เรากลัว แต่คนอื่นอาจไม่กลัว นั่นคือ เชื่อหรือ ว่าจะมีพรหมลิขิต ได้เจอศาสนาอีก .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า กรรมดี มันล้างกรรมชั่วไม่ได้ วันนี้ จึงไม่ควรประมาท ทำไว้ให้มากที่สุด ยิ่งพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ จะอุบัติในพม่า แม้นจะมีองค์บุญให้ทำ แต่มั่นใจหรือ จะเข้าถึง สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ทุกเวลานาที คือโอกาสทอง วันใดที่พระพุทธเจ้าประกาศตน อำนาจบุญ ก็จักต้องกลับไปรวมศูนย์ที่พระพุทธเจ้า ทีนี้ อยากได้บุญ อยากพบพระพุทธเจ้า อยากทำสัจจะ ก็ไปรอต่อคิว .... แล้วนึกหรือ ว่า มีเราท่านแค่นั้น ที่อยากเจอพระพุทธเจ้า ที่สำคัญ พระพุทธเจ้าจะให้เราท่านเจอหรือเปล่า

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ทิ้งไว้ให้ ไม่ใช่จบที่สมุนไพร หรือ การหายโรค แต่คือการสร้างนิสัยพระพุทธเจ้า เป็นบางสิ่งบางอย่าง เป็นสัญญา ต่อจากของเดิม ที่หมดลงเมื่อพามาพบศาสนาในวันนี้ นิสัยหรือสัญญานี้แหละ ที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เป็นใบเบิกทางที่จะทำให้เราท่านได้พบพระพุทธเจ้า ในวันหน้า

หลายคนกังวลว่า เมื่อไหร่จะหายโรค ช่างน่าเสียดายวันเวลานัก สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อไหร่ตนจะมีนิสัยพระพุทธเจ้าบ้างต่างหาก หากฟังคำสอน พิจารณา เชื่อ แล้วทำตามได้ วันใดที่มีนิสัยของพระพุทธเจ้าเกิดในตัว นั่นคือ วิญญาณของของตนอยู่ที่สูงแล้ว เพราะฝากไว้กับศาสนาที่เป็นของสูง โรคที่เป็นมันก็หายได้เหมือนปาฏิหารย์ ด้วยวิญญาณสูง กายย่อมสูงตาม จะเป็นโรคอยู่ได้อย่างไร หากไม่มี แล้วบุญหมด แต่กลียุคก่อนพระพุทธเจ้าประกาศตน ต้องมาแน่ ไม่ต้องรอตายด้วยโรค จะหนีกลียุค ภัยพิบัติร้ายแรงนั้น ได้หรือไม่ ถึงหายโรค ก็ไม่ได้บอกว่าจะรอดภัยอันนี้ การมาของท่าน ก็ไม่ถึงที่พึ่งแห่งตน ทำตนช่วยตนไม่ได้ ... แม้นจะมา ได้พบ ได้เจอ ... การมาก็เสียเปล่า

วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าคนบ้าสองจำพวก หนึ่งบ้าทำตามโลก ทำตามนิสัยตน กับหนึ่ง บ้าทำตามแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ ทำนิสัยพระพุทธเจ้า ... กลุ่มแรกหัวเราะก่อนในวันนี้ กลุ่มหลัง จะหัวเราะดังกว่าในทีหลัง ... เพราะยังมีชีวิต มีสุข มีเสียงหัวเราะได้ ...

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44