วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

หวงบุญ

บุญของที่อื่นทั่วไป ช่างทำกันได้อย่างง่ายได้ มีมากมายเกลื่อนกันไปหมด ไม่ว่าทำสิ่งใด อ้างกันว่าเป็นบุญหมด ... หากแต่บุญเหล่านั้น กลายเป็นลม ช่วยตนไม่ได้ เห็นได้จากยามเมื่อกรรมมา บันดาลให้เกิดเคราะห์เกิดโรค บุญเหล่านั้น ไม่สามารถเกื้อหนุน หรือแก้ไขสิ่งใดได้เลย

เมื่อมีวาสนามาพานพบ เฉกเช่นที่วิทยากรท่าน อ.อร่าม ชอบพูด แม้นว่าจะเป็นเพราะโรคภัยไข้เจ็บพามา จนเจอศาสนาก็ตามที ได้ยินได้ฟังหลวงพ่อนิพนธ์สอน รวมทั้งแกมบังคับ ให้ทำบุญแบบพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ตามที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

ใครจะปฏิเสธไม่ยอมรับสักฉันใด ความจริงก็คือความจริง เมื่อทำผิด ผลผิดจึงเกิด ครั้นเมื่อทำถูก ผลถูกก็ต้องเกิด แม้นจะกลบเกลื่อนสักฉันใด ก็อุปมาเหมือนเอาใบบัวมาปิดช้างตายนั่นแล

หนทางบุญ ที่คนทั้งโลก คิดเอง ทำเอง ยามช้างตาย นั่นคือ กรรมมา ใบบัวที่กล่าวอ้าง ว่าเป็นบุญใหญ่ ดีอย่างงั้น ดีอย่างนี้ จึงช่วยไม่ได้ เพราะไม่มีจริง เมื่อมา ณ. ที่นี้ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเสมอว่า "ศาสน์มานั่ง ณ.ที่นี้ พูดความจริงตลอด"บุญที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้ทำ จึงเป็นบุญของจริง มีผลต่อการหยุดเวรหยุดกรรม หยุดโรคพยาธิที่เป็นได้

ไม่ได้ห้าม ไม่ให้คิด ไม่ให้ทำ ในแนวทางที่ตนชอบ แต่ขอให้วางไว้ก่อน มาทำบุญแบบพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพื่อช่วยตนก่อน พ้นแล้วจักทำฉันใด ก็ตามแต่ ไม่มีใครว่า

เมื่อหนทางในการช่วยตน อาศัยสองขา คือสมุนไพร และบุญ จึงเห็นผล การทำบุญจึงสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่า นั่นคือ บุญที่ได้นำไปใช้อย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักยกอดีตถ้ำกระบอก ครั้งแม่ชีเมี้ยนทรงสอนพระ นั่นคือ ไม่มีอะไรฟรี สิ่งที่ได้มา เอามา ย่อมต้องมีของตอบแทน หากแต่พระไม่มีเงินทองสมบัติ สิ่งเดียวที่มีนั่นคือ บุญที่ทำได้ เมื่อรับของจากญาติโยมมา ก็ต้องใช้บุญที่มีนั้นจ่ายไป

ผลก็คือ สมัยนั้นจึงยากยิ่งที่พระจะรับของจากญาติโยม จีวรพระของพระพุทธเจ้า จึงปะแล้วปะอีก เพราะกลัวเป็นหนี้ กลายเป็นผืนนา พระถ้ำกระบอกก็เฉกเช่นเดียวกัน รองเท้าถ้าไม่เก่าขาดจนใช้การไม่ได้ ก็ไม่ยอมที่จะเปลี่ยน เพราะรู้ดีว่าบุญมีค่าสุดประมาณ ไม่ยอมเสียกันง่ายๆ

อดีตนับแต่พุทธกาล ทุกคนจึงคอยจ้องว่าเมื่อไหรพระองค์ไหนจะเปลี่ยน หรือมีสิ่งใดขาด จะได้อาศัยเกาะชายผ้าเหลือง เป็นบุญเลี้ยงตน แต่ก็ยาก ด้วยเหตุที่พระแต่ละองค์ก็ล้วนเลือกบุคคลที่ตนจักส่งบุญให้ ซึ่งก็มักเป็น พ่อแม่นั่นเอง

โอกาสได้บุญด้วยการนี้ จึงเหลือน้อย เปิดช่องให้ก็เพียงแต่ข้าวหนึ่งมื้อ ซึ่งคนไม่รู้ ก็บอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาขอเขากิน หากแต่ความเป็นจริง กลับกลายเป็นว่า เปิดโอกาสที่จะให้บุญเป็นเครื่องตอบแทนต่างหาก

ครั้นมาดู ณ. วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์เปิดทางบุญไว้ ชี้ช่องให้เห็น ก็มีคนทำตามบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่ที่แกมบังคับ นั่นก็คือ การสวดมนต์ ถึงจะไม่เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีบุญติดไม้ติดมือ ไว้ช่วยตน เต็มใจหรือไม่ก็ตาม

คำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอ นั่นคือ การให้สุขเป็นบุญ ในทางกลับกัน เราท่านผู้เสวยสุข จากผลแห่งการกระทำของผู้อื่น ย่อมต้องไม่ได้มาเปล่า ก็ต้องเสียบุญที่มีให้ไป นั่นคือ ผลแห่งชูชก นั่นเอง

แม่ชีเมี้ยน ยกตัวอย่างพระโคดม ให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟังไว้ว่า เมื่อครั้งธุดงค์ไป ถึงเวลาพักปักกลด ในเวลาบ่าย ก็ทรงไปปักกลดใต้ร่มไม้ ครั้นพระโคดมเห็นข้าวของชาวนา ออกรวงสุกรอเก็บเกี่ยว พระโคดมก็ลงไปเกี่ยวข้าวนั้น กองเอาไว้ และในร่มไม้ มีหญ้ารก ก็ถางจนเตียนโล่งน่านั่ง ครั้นเช้า ก็เสด็จไปรับบิณฑบาต ในหมู่บ้านชาวนานั้น

คำอรรถาธิบาย ทำไมต้องทำเช่นนั้น ก็เพราะจะได้ไม่มีหนี้ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้ามีบุญมากมาย ยังกลัวเป็นหนี้เลย นี่แหละจึงเป็นเหตุให้พระถ้ำกระบอกสมัยนั้น จึงไม่กล้าเรียกร้อง และยากที่จะเปลี่ยนเครื่องอัฐบริขารง่ายๆ

แต่คนไข้ที่มา มีบุญที่ทำได้เพียงน้อยนิด กลับใช้ไปอย่างไม่กลัวหมด ทานแล้วทิ้ง ให้คนอื่นมาเก็บ หยิบเก้าอี้มานั่งได้ หยิบไปเก็บไม่ได้ เปิดพัดลมได้ ครั้นจะไป ก็ไม่ปิด .... ดูแล้วช่างน่าเสียดายบุญของคนเหล่านั้นนัก จะเหลือไว้ช่วยตนสักเท่าไร เมื่อกลับไป

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เมื่อใช้ย่อมต้องจ่าย หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราท่าน เมื่อทานสมุนไพร ทำเองก็ไม่ไหว แต่ต้องกินของเขา จึงให้ทำตน เป็นผู้ให้บางสิ่ง เพื่อไม่เป็นหนี้กัน กินพริกไทย ดีปลีเขา ก็เอามะพร้าวเราให้เขากิน เรื่องของบุญไม่คิดเรื่องแพงถูก จะมากน้อย ก็ถือเจ๊ากันไป ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนให้สร้างบุญ เสียดายทีแม้นมีจริงแต่มองไม่เห็น ยามผลบุญดลบันดาล ให้หายเจ็บ ให้พ้นเคราะห์ ก็ไม่รู้ ... ทั้งที่เงินทั้งโลกมากอง ก็ช่วยตนของเราท่านไม่ได้ แต่บุญช่วยได้ .. มันจึงไม่เห็นค่า ไม่หวงบุญ

โลกของบุญ แม่ชีเมี้ยน สอนไว้ แม้นช้อนตกเพียงด้าม เห็นก็เก็บมาล้างแล้วใช้ต่อ ไม่ควรที่จะเมินเฉยแล้วร้องขอญาติโยมนำมาให้ใหม่ เขาละเอียดกันขนาดนี้ หวงกันขนาดนี้

หากจะฟื้นฟูตน ขาของสมุนไพรคงไม่ค่อยมีปัญหา หลวงพ่อนิพนธ์ท่านให้ครบอยู่แล้ว แต่ขาของบุญ ต้องสร้างเอง ยิ่งไปกว่านั้น สร้างได้ก็ต้องเก็บไว้ใช้ที่จำป็น อย่าไปทิ้งขว้าง ตามนิสัย ....

นี่แหละเหตุที่ทำไม ต้องพึ่งตนเอง ก็เพราะหวงบุญนี่เอง แทนที่จะต้องจ่ายบุญให้คนเก็บเก้าอี้ที่เราท่านหยิบมานั่ง ข้าไม่ให้ ข้าเอาไปเก็บเอง แทนที่จะทานสมุนไพรแต่ของผู้อื่น ข้าไม่ให้ เอามะพร้าวข้าไป .... หวงบุญสุดๆ เก็บเอาไว้ใช้ให้เวรกรรมที่ทำมา เพราะเงินล้านกรรมมันไม่มอง แต่บุญมันซ์้อได้ ... นี่แหละทำไมต้องทำบุญ และหวงบุญ

เอกลักษณ์ของบุญ คือ ความสงบ ... รักษาอาการสงบได้ ก็รักษาบุญของตนไว้ได้ ... ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เมื่อถึงเวลาเปิดหน้าสู้ศึกกับโรค ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องให้ทำ เพราะไม่มีบุญ สมุนไพรขาเดียว ก็มองไม่เห็นฝั่งอย่างแน่นอน

เมื่อมีบุญแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า อุปมาเหมือนมียักษ์ในตะเกียง ทีนี้ก็สั่งซิ อธิษฐาน อยากได้อะไรหล่ะ ชี้เป้าให้บุญบันดาล .... ผลจึงเกิด

อย่าไปนั่งขอเลย ขอให้ตายก็ไม่เกิดผล หากตนของตน หาบุญไม่ได้แม้นแต่เก๊เดียว ...

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

เปิดโลก

เมื่อทุกข์แสนสาหัสมาถึงตน นั่นแล จึงจะรู้ค่าของความสุข และก็จะรู้ว่าสุขที่แท้คืออะไร หาใช่เงินทอง เกียรติยศ บ้าน ... ไม่ แต่สุขที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่าสุขของมนุษย์ที่แท้ คือสุขของวิญญาณ ที่เกิดจากการกินได้นอนหลับ นั่นเอง

ดังนั้น เมื่อวิญญาณทุกข์ กายกินไม่ได้ นอนไม่หลับ คนทุกคนจึงทุ่มเททุกสรรพสิ่ง ดิ้นรนเสาะแสวงหา เพื่อให้ได้สุขนี้กลับมา

หากแต่การได้มาซึ่งสุขด้วยวิธีของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ใช้ในสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน นั่นคือ นิสัย นั่นหมายความว่า ทุกคนเท่ากันหมด มีทุนเหมือนกันและเท่ากัน คือ นิสัย อันหมายถึง ทุกคนมีสิทธิ์หาย ไม่ว่า ยาก ดี มี จน หากทำได้

แต่โลกนี้ก็มีมากมายหลายสรรพสิ่ง ให้เลือกสรร ล้วนแล้วแต่อ้างอวดว่าช่วยได้ ไม่ว่า หมอ เจ้าเข้าทรง เกจิคณาจารย์ เทพเจ้าทั้งหลาย ...

อยากรวย ก็ค้าขายเกี่ยวกับชีวิตซิ ไม่ว่าจะแพงสักเท่าใด ก็มีลูกค้ามาใช้บริการอย่างแน่นอน

วันนี้จึงพาบินไปเที่ยวญี่ปุ่น ที่ซึ่งขายบริการรักษาโรคร้าย หลังจากนั่งเครื่องไปลง ก็ต้องนั่งรถไปยังสถานที่นี้อีกประมาณ ๘ ชั่วโมง จึงจะถึงที่หมาย หากแต่จุดหมายปลายทางไม่ใช่โรงพยายาล แต่เป็นศูนย์บำบัด ซึ่งตั้งอยู่บนเขา

วิธีการที่ใช้ขาย ก็เรียกว่า ธรรมชาติบำบัด ใช้แสงตะวัน ใช้สายน้ำ ใช้หิมะ และใช้โภชนาการ ที่มีแนวทางว่า อาหารทุกอย่างต้องสดใหม่

คนป่วย ๑ คน จะมีพยาบาลประกบ ๑ คน ตลอดเวลา นับตั้งแต่ตี ๕ จนถึง ๒ ทุ่ม ไปไหนด้วยกัน นอนด้วยกัน ดูแลทุกย่างก้าว เข้าห้องน้ำก็ไปนั่งเฝ้า เป็นพี่เลี้ยงตลอด แม้นจะอาบน้ำ ก็คอยปรับอุณหภูมิให้ ยาที่ใช้ก็เป็นสมุนไพรธรรมชาติล้วนๆ โดยไม่มียาเคมีเลย

ศูนย์แห่งนี้ มีคอร์สการบำบัดเป็นระยะ ๓๐ วัน ๖๐ วัน และ ๙๐ วัน โดยให้ตีื่นเช้าเวลาตี ๕ ก็จะนำน้ำสมุนไพรมาให้ดื่ม มีปริมาณ ๑ ลิตร รสชาดจืดชืดมีสีเขียวเข้ม ครั้นพอ ๖ โมงครึ่ง ก็จะพาไปเดินออกกำลังกาย รับแสงตะวัน เรียกว่าแสงตะวันบำบัด โดยต้องนั่งรถไปยังสถานที่รับแดดประมาณ ชั่วโมงครึ่ง แล้วก็จะพากลับมาพาไปเดินบนหิมะ ประมาณ ๑ ชั่วโมงทุกวัน หลังจากนั้นก็มาประคบน้ำอุ่น ที่ฝ่าเท้า ... เหตุผลในการแบบนี้ ก็เพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา

ช่วงบ่ายก็ทานสมุนไพรนี้อีก ๑ ลิตร เย็นอีก ๑ ลิตร รวมก่อนนอนอีก ๑ ลิตร ทั้งวัน ก็เป็น ๔ ลิตร ก็เพื่อล้างพิษ

อาหารที่ทาน ก็ให้ทานข้าวบาร์เลย์ กับข้าวก็แบบทั่วไปปกติ เน้นผัก โดยที่นี่จะปลูกผักไร้สารเอง ในกระโจม ที่เปลี่ยนดินทุก ๓ เดือน

ค่าใช้จ่ายในการบำบัด คิดวันละ ๑๕๐๐ ดอลล่าร์สหรัฐ

แพงขนาดนี้ แต่ก็มีผู้ใช้บริการกันมากมาย ... แต่ไม่ได้หมายความว่า ครบคอร์สแล้วรับรองว่าหายน่ะ

เห็นอย่างนี้แล้ว คนไทยก็เลยไปก๊อปปี้มาทำที่เมืองไทยบ้าง ตั้งศูนย์ทางภาคเหนือโน่น

ก็ไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนจึงไม่มีหน่วยงานใด ที่จะกล้าประกาศตนมาสนับสนุนเลยแม้แต่ที่เดียว ก็เพราะนั่นมันหมายถึงผลประโยชน์อันมหาศาล จากการค้าชีวิตมนุษย์ที่จะกระทบนั่นเอง โดยเฉพาะคนที่เข้าขั้นวิกฤต อันเป็นนาทีทองในการกอบโกย เรียกเท่าไหรก็ต้องหามาให้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เป็นสิน สร้างภาระให้ลูกหลานสักฉันใด

สถานที่เหล่านี้ มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด และคนที่ไปใช้บริการ ก็ต้องปฏิบัติตาม ถึงแม้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ที่สำคัญ ไม่มีการรับรองผลใดๆทั้งสิ้น

สถานที่่ของแม่ชีเมี้ยน กล้าประกาศว่าผู้ใดทำได้ ย่อมต้องเห็นผลอย่างแน่นอน ไม่ต้องเสียเงิน แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นิสัย รักษาเอกลักษณ์ของศาสน์ คือความสงบ ... เพราะฉะนั้น มาแล้วอยานำนิสัยมาบรรเลง ทำให้สถานที่อันเป็นมงคลที่ไว้ช่วยคนนั้นเสียไป

เราท่านเสียถ้ำกระบอกไปแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์คงไม่ยอมให้คนประเภทนี้ มาบรรเลงจนต้องเสียที่นี่ไปอีกเป็นแน่

ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ก็ไปที่อื่นที่ตนชอบ

ที่นี่เห็นชีวิตมนุษย์เป็นแหล่งบุญ ... ในขณะที่ทั่วโลก เห็นชีวิตมนุษย์เป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่กอบโกยได้ไม่รู้จักหมด คนนี้ตายคนนั้นก็มาใหม่ และไม่ว่ามนุษย์คนใด จะทุ่มเทสิ่งนอกกายที่ตนมีสักฉันใด หาช่วยตนไม่ได้เลย เพราะสิ่งที่จะช่วยตนได้ พระพุทธเจ้าชี้ช่องให้ว่า มีทางเดียว คือ เปลี่ยนพฤติกรรม นิสัย เพราะคนอื่นเห็นโรคเป็นโรค แต่พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ แล้วสอนให้มองโรคเป็นกรรม จึงจักแก้ได้นั่นเอง

สิ่งใดที่เรียกว่าสุดยอดของโลก คนรวยๆ เขาไปลองมาหมดแล้ว ... ก็แล้วเราท่านไม่รวยแบบเขา จะไปเดินตามเขา อนาคตจะเป็นอย่างไรก็เห็นอยู่ .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงเสนอทางเลือก สมุนไพรพระภูมี หันหลังให้โลก ลองมาเดินตามพระพุทธเจ้ากัน ไม่จำเป็นต้องนับถือ กราบไหว้ แต่เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็หลิ่วตาตาม ... ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน แค่นี้ก็ช่วยตนได้แล้ว

เราจึงไม่แปลกใจที่เห็นภาพ คนอิสลาม โพกผ้า มาทานสมุนไพร แล้วมาเป็นจิตอาสา ช่วยทำขนม และก็ประสพความสำเร็จในการช่วยตน

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอนั่นคือ ท้ายที่สุด ไม่ว่าหมอหรือนักวิชาการ ก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูตน นั่นคือ ภูมิของมนุษย์นั่นเอง ... แนวโน้มของการแพทย์จากการใช้ยารักษา ก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็นการใช้ยาเพื่อสร้างภูมิขึ้นมา ... แต่ปัญหาคือ ยาเคมีมันทำลายภูมิ บทบาทนี้จึงถูกหันไปหาสมุนไพรมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

หน้าที่ของพระมาลัย



ดูจากรูปภาพด้านบน หลายท่านอาจจะยังจำเรื่องราวของสองแม่ลูก ที่เป็นมะเร็งได้

คุณแม่วัย ๓๕ ปี ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ลามไปยังเต้านม ในขณะที่ลูกน้อยของเธอ แม้นจะยังอยู่ในวัยเด็ก แต่ก็เกิดอาการมะเร็งปอดเฉียบพลัน

มาวันนี้เธอได้ผ่านวิกฤต พาตัวเองรอดปลอดภัย มิหนำซ้ำ อาการมะเร็งปอดของลูกสาว หลังจากทานสมุนไพรได้เพียง ๓ เดือน กลับไปตรวจอีกครั้ง อาการเป็นจุดทั่วปอดก็หายไป

นี่แหละคือภาพของศาสน์ ที่พระภูมีทรงตรัสไว้ว่า "ให้เมตตาตนเองเสียก่อน แล้วจึงเมตตาผู้อื่น"

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถาธิบายเสมอให้ฟังว่า เมื่อมาสถานที่นี้ ผลแพ้ชนะอยู่ที่องค์ความรู้ ที่จะต้องนำไปใช้ในยามเกิดวิกฤต และเมื่อเราท่านใช้องค์ความรู้นั้น ช่วยตนจนพ้นวิกฤต สามารถฟื้นฟูตนเองกลับมาปกติได้ เมื่อนำไปใช้กับผู้อื่น ย่อมเกิดผล เพราะนั่นเป็งองค์ความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าถูกต้อง เพราะผลถูกแห่งการทำมันเกิดนั่นเอง

การทำหน้าที่พระมาลัยของคุณสุไลพร จักเห็นได้ชัดว่า ในยามวิกฤต กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง เมื่อวิกฤตเข้าใกล้จุดสูงสุด ความไม่ต้องการมีชีวิตเพื่อรับความทรมานนั้น ก็จะเป็นความคิดวูบหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้วพยายามดิ้นรน ไม่ว่าจะไปหาหมอช่วยระงับ หรือแม้นกระทั่งยอมถอดใจ ปล่อยชิีวิตให้ตายไป นั่นคือยอมแพ้

หากแต่สิ่งหนึ่งที่เหนี่ยวรั้งเธอไว้ มิใช่เพื่อชีวิตเธอ หากแต่เป็นลูกน้อย ๓ คน ที่รอเธออยู่ ซึ่งจะหวังสามีที่ไม่เป็นโล้เป็นพายไม่ได้เลย ความหายนะจากการยอมแพ้ของเธอ จึงไม่ได้หยุดที่ตัวเธอ หากแต่หมายถึงชะตากรรมของลูก ที่จะต้องเผชิญความเลวร้ายมากมายสักฉันใด หากขาดเธอไป ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นแรงใจให้เธอสู้ต่อ จนประสพผล

สิ่งนี้ย่อมเป็นเครื่องบอกว่า การจะชนะได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่ประมาทกรรม ไม่เตรียมจิตเตรียมใจ รวมทั้งเตรียมกาย ปรับพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารที่ต้องตุนไว้ในยามที่ทานได้ เพราะในยามวิกฤต เมื่อกรรมเล่นถึงตาย ย่อมต้องหมายถึงการตัดพลังด้วยการทำให้ทานไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเผชิญ

แต่ประวัติของพระมาลัยองค์นี้ ก็แสดงให้เห็นว่า แม้นจักลำบากสักฉันใด วันนี้จะทุกข์ทรมานปานไหน แต่สิ่งนั้นมีวันจบ การหายโรคเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ศาสน์ของพระภูมีที่ทิ้งไว้ให้มีจริง ...

คาถาประจำใจของสาวกทุกพระองค์ที่พระพุทธเจ้าให้ ในวันแรกของการบวช หรือปฏิบัติ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ต้องเก็บไว้เป็นสติ เพราะวินัยของพระภูมี คือ ต้องทุกข์กับธรรม เพื่อหนีทุกข์จากกรรม นั่นคือ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า"

วันนี้ของคุณสุไลพร มีร่างกายที่แข็งแรง กลับไปทำงานได้ปกติ ไม่เคยขาดงานอีกเลย และทุกวันอาทิตย์ก็พาลูกน้อยมาทำตนเป็นจิตอาสาในมูลนิธิ ... และตอนนี้ก็มีหน้าที่เพิ่มอีกอย่างคือ เป็นพระมาลัยให้เราท่านได้พิจารณา

เหล่าพระมาลัยนี้ ในวันที่อาคารมะเร็งเปิดทำการ ย่อมมีความหมาย ที่จะทำให้คนที่เดินตาม ที่มีอาการเฉกเช่นเดียวกัน ได้สอบ ได้ซักถาม และเรียนรู้วิธีการต่างๆ เพื่อช่วยตน ... ความหวังก็บังเกิด เพราะมีผู้ถากถางทางเดินให้โล่ง มองเห็นหลักชัยที่เด่นชัด หากตนมีมานะขันติอดทน ย่อมเดินถึงเฉกเช่นเดียวกัน

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ มองข้ามเรื่องโรค คู่ต่อสู้ของเราท่านไม่ใช่โรค แต่เป็นกรรม หมายความว่า มันย่อมแปรเปลี่ยนรูปแบบ ไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุด ย่อมต้องรวมพลังโจมตีครั้งสุดท้าย ไม่ว่าทางกายและจิตใจ เพื่อให้เราท่านกลับไปเป็นสาวกของมันดังเดิม นั่นคือ ไปพึ่งยาเคมี อาการครั้งสุดท้ายนี้ ก็คือ "อาการลงแดง" นั่นเอง

การจะสู้กับกรรม จึงต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามอาการให้ทัน แก้ไขจุดตาย คือ อาการที่อันตรายในแต่ละช่วง ต้องมีการปรับเปลี่ยนสมุนไพรตามอาการเป็นระยะ ... การเข้าหาหลวงพ่อนิพนธ์ปรึกษาอาการ จึงมีความจำเป็นสำหรับคนป่วยประเภทนี้

สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นนั่นคือ โอกาสประสพความสำเร็จของคนประเภทนี้ มีสูง เพราะอยู่ในสภาพหลังพิงฝา ไม่มีทางให้เลือก การทานสมุนไพรจึงใช้เวลาไม่นานมาก แม้นจะยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสสมุนไพรตัวเอก คือ ยาตัด ก็ตาม ผิดกับโรคอื่นๆ ที่มีวันเวลา มีความทรมานไม่มาก ก่อให้เกิดความรำคาญเสียมากกว่า เช่น เบาหวาน ความดัน ... คนเหล่านั้นจึงมีทางเลือก อยากมาก็มา ไม่อยากก็ไม่มา กินมั่งหยุดมั่ง มีอาการก็มา อาการลดลงก็หยุดหายไป ... การทานจึงยืดเยื้อ กินกันมาหลายปี

ภาพที่เราเห็น คนเหล่านี้จึงยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะสิ่งที่เป็นยังไม่วิกฤติ ปล่อยตัวทำตามนิสัย ไม่มีที่เว้น ... ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์

เมื่อมีพฤติกรรมเช่นนั้น ในสถานที่ของศาสนา ก็ไม่เว้น สิ่งที่เกิดตามมานั่นคือ กรรมที่ทำกับศาสนา เมื่อกรรมเดิมยังอยู่ แถมมีกรรมกับศาสนา บวกซ้ำ จนผลผิดเกิด หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ต่อให้ทานสมุนไพรมากสักฉันใด ก็ไร้ผล

ประวัติศาสตร์นี้จึงถูกหยิบยกมาให้ฟัง เฉกเช่นท่านโกวินธะ แห่งวัดไผ่รื่นรมย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่แตกตัวมาจากถ้ำกระบอก มาขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยรักษาอาการโรคหัวใจตีบ คำตอบที่ได้รับคือ คนทั้งโลกพอที่จะช่วยได้ แต่สำหรับท่าน ไม่มีประโยชน์ เพราะสิ่งที่เกิด มันไม่ใช่กรรมบันดาล แต่เป็นการทำผิดกับศาสนา เรียกธรรมบันดาล แล้วจะเอาสมุนไพรที่เป็นธรรมหมวดหนึ่งเฉกเช่นกัน ไปช่วย ไม่มีทาง

เจ้าหน้าที่เขาก็หยุดเตือนแล้ว เพราะเตือนกันมากจนหลายท่านรำคาญ แต่นี่คือความจริง เมื่อเราท่านไม่มีที่เว้น ไม่มีอาณาเขตใดๆที่ทำให้ลดกิริยาได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเขตในห้องสวดมนต์ กระโจม ซึ่งเป็นเขตแห่งธรรมแล้วไซร้ ธรรมของพระภูมีอีกบท คือ สมุนไพร จะมีฤทธิ์ไปเปลี่ยนกรรมของท่านก็หาได้ไม่ เพราะทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

จึงขอบอกบทสุดท้ายที่อาจจะต้องเจอในเร็ววัน นั่นคือ "ธรรมหมวดอุเบกขา" วันที่หลวงพ่อนิพนธ์ท่านไม่ทนนิสัยของเราท่านอีกต่อไป ในเมื่อเราท่านหยิ่งไม่สนธรรม หลวงพ่อนิพนธ์ก็จะหยิ่งเช่นกัน นั่นคือ ใครไม่ทำ ก็ออกไป สถานที่นี้ไม่ต้อนรับ ... ถึงวันนั้นจะกล่าวว่าไม่มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ก็คงหาได้ไม่ เพราะใช้มาหมดแล้ว เมตตา กรุณา มุทิตา .. แต่หาคนฟังไม่