วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บอกแต่ไม่สอน

ไม่ว่าเราจะมีความเชื่อในแขนงไหน หรือศาสนาใดในโลก ทุกคนก็พูดตรงกันหมด นั่นคือ ล้วนแล้วแต่สอนให้เป็น "คนดี"

การทำความดีจึงเป็นคำบอกที่มักถูกสอนกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า หากแต่เมื่อสืบสาวลงไป เพื่อหาเนื้อหากระบวนการ ในการเป็นคนดี หรือทำความดีนั้นๆ หารายละเอียดวิธีการ หรือ กระบวนการที่เป็นแก่นสารในการดำเนินรอยตาม กลับไม่มี

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมคนทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อ อยู่ในหลักคำสอน และปรารถนาที่จะเป็นคนดี จึงเป็นไม่ได้ดั่งใจคิด

เพราะเมื่อสาวลึกลงไป ไม่มีใครบอกถึงกระบวนการแห่งการเป็นคนดีได้เลย นั่นเอง จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ไม่สามารถการันตีได้เลยว่า หากเรามีความเชื่อ และทำตาม จะเป็นคนดีได้ ทุกคน

ความเชื่อ ไม่ว่า จะเป็นลัทธิ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ศาสนาใดๆ รวมทั้งพุทธศาสนา จึงถูกฟ้องด้วย การฉ้อฉลของผู้ปฏิบัติ ที่หลอกลวงนั่นเอง

ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุที่ ความเชื่อนั้นๆ เกิดจากความคิด ความอ่านของมนุษย์ สร้างเป็นกรอบ ประเพณี ปฏิบัติสืบกันมา เป็นเพียงกติกาที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข แต่ขาดสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็น นั่นคือ "อำนาจ"

คำถามคือ ทำไม จึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะ โลกนี้ มีอำนาจกรรม ปกครองอยู่ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามกรรม จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีความคิดกรรมใดๆ ที่จะสร้างการปฏิบัติมาเพื่อเอาชนะอำนาจกรรมนั่นเอง

นี่คือประเด็นที่หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ทำไมเราจึงต้องมีพระพุทธเจ้า ต้องอาศัยอำนาจธรรม ที่ซึ่งเป็นอำนาจนอกโลก เพื่อให้ความคิดที่จะมาใช้ในการดำเนินชีวิต ฉีกพรหมลิขิต หรือ กรรมลิขิตได้นั่นเอง

บรรพบุรุษ จึงสอนให้เราท่านทำตนรอพระพุทธเจ้า

ดังนั้น เมื่อเราท่านมาเจอธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่แท้จริงที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนว่า อย่าไปกังวลกับโรค ที่เป็นปลายเหตุ นั่นเป็นเรื่องเล็กน้อย ของชีวิต

แต่สิ่งที่ควรตระหนัก นั่นคือ การพิจารณาคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แล้วนำมาเป็นความคิดในการประพฤติตน

สิ่งใดที่ทำแล้วผลถูกเกิด นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ถูก เราท่านก็จำไว้ทั้งข้อผิด ข้อถูก ทำไปจนกระทั่งช่วยตนประสพผล ความรู้ของเราท่าน ก็จะกลายเป็นตำราช่วยคน ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ไม่ใช่ลองผิดลองถูก เดาสุ่ม

แม้นการมายังมูลนิธิไทยกรุณาในวันนี้ จะเป็นแผ่นดินทาน ที่ใช้สร้างทานบารมีเป็นหลักก็ตาม แต่หากผู้ใดทำได้ คนผู้นั้น ก็พัฒนาตน จากผู้รับ ผู้ที่คอยเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มาจนกลายเป็นผู้ให้ เป็นพระเวสสันดร เป็นอย่างน้อย

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ที่จะสร้างสุขในวันข้างหน้า นั่นคือ นิสัยที่สร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นนิจ พร้อมกันนั้น ก็ได้ตำรา หรือ ธรรมหมวดสมุนไพรติดตัวไป อันตำรานี้ หากผุ้ใดมีจิตเมตตาอันมหาศาล ก็สามารถเรียบเรียง แล้วสร้างเป็นถ้อยคำ กระบวนการ แล้วทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ ไปสอนผู้อื่นต่อได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะตนของตน ทำได้ มาแล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมบัติของศาสน์มีค่ามหาศาล ดูจากพุทธประวัติก็จักเห็นว่า มีค่ามากกว่าบัลลังก์เสียอีก ใครได้มาเรียน แล้วทำได้ ก็นำสิ่งนี้ไปสอนลูก สอนหลาน คนที่รัก เพื่อให้คนเหล่านั้น มีสุขเฉกเช่นตน ที่สำคัญสมบัติอันนี้ ติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติ

กระบวนการต่างๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด ล้วนแล้วเป็นบัญญััติของพระพุทธเจ้า ที่ใช้ในการพัฒนาวิญญาณของสาวก ให้กลายเป็นคนดี อันมีบทพิสูจน์มาแล้ว น่าเสียดาย ที่หลายคนกลับมุ่งแต่สมุนไพร ที่เป็นสมบัติต่ำค่าที่สุดของศาสนา

เราจึงขอเน้นย้ำในคำหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง หายโรคเป็นเพียงของแถมที่ศาสนาพึงให้แก่ผู้ปฏิบัติทุกรูปนาม อยู่แล้ว หากผู้ปฏิบัตินั้น พิจารณาคำสอน แล้วทำตาม ยกวิญญาณของตนให้อยู่สูงได้ เข้ามาตรฐาน เป็นนิสัย คือ ให้สุขแก่ผู้อื่น สุขนั้นกลับมาหาตน

หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า มิใช่มีแต่เพียงคำบอก คำกล่าว ให้เป็นคนดี แต่มีขั้น มีตอน มีกระบวนการสอน ให้ตนของตนพัฒนาเป็นคนดี ขึ้นมาได้ ที่สำคัญ ทุกคนทำได้

ผู้ทำได้ตามบัญญัตินี้ การันตีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คนผู้นั้นเป็นคนดีแน่นอน เพราะคนผู้นั้น จะยินอยู่บนพื้นฐาน ของการกลัวกรรม เป็นนิสัย และจะพึงมีความคิดสร้างสุขให้ผู้อื่น หรือ สร้างแต่ตัวกระทำที่ดี ด้วยนิสัยของพระภูมีที่มี เป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะอยากให้ตนของตนมีแต่ความสุขรออยู่ในวันข้างหน้านั่นเอง

บทสรุป ทำไมเราท่านจึงไม่เรียนเพื่อช่วยตน และคนที่รัก แต่กลับมาเอาแค่กระพี้ คือสมุนไพรเพื่อหายโรค ช่างน่าเสียดายยิ่ง ในเมื่อ เราท่านทำแล้ว ยังช่วยตนได้ ทำในสิ่งที่คนทั้งโลกช่วยเราท่านไม่ได้ แล้วกลับทิ้งวิชาสุดยอดนี้ ไม่คิดทบทวน ตอกย้ำตน เพื่อให้เป็นที่พึ่งในภายภาคหน้า ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

มันถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่เราท่านควรจะบอกลูกหลาน ว่า เลิกกินยาเคมี เถอะ มาทานสมุนไพร เลิกดูละครสักนิด มาสวดมนต์กันสักหน่อย เลิกโกรธ เกลียด และใช้นิสัยตนกันลงสักนิด เพื่อให้สังคมครอบครัวเป็นสุข ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

หรือจะเอาแค่เพียงหายโรค เพื่อที่จะมีแรงกลับไปด่าผัว ด่าเมีย ด่าลูก หรือเพื่อทำลายผู้อื่น เอาเปรียบเขาอีกกระนั้นหรือ

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ด้าน ได้ อาย อด

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การใช้บัญญัติสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมานั้น อุปมา เสมือน "บ่งหนาม ย่อมเจ็บเนื้อ"

จึงเห็นได้ว่า ทุกกระบวนการล้วนแล้วแต่ต้องใช้ขันติ อดทน เริ่มตั้งแต่ รสชาดของสมุนไพร การเข้ากระโจม เรื่อยมา...

ที่สำคัญที่เป็นสุดยอดของเรื่องราวในแต่ละคน คือสภาวะในช่วงของการฟื้นฟู ย่อมมีสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า อาการลงแดง

หรือแม้นกระทั่งผลกระทบ ที่แม้นไม่เป็นอันตราย แต่หลายคนก็ยากจะรับได้ เพราะอาการเหล่านั้น สร้างความอายให้เกิดขึ้น

เราจึงอยากยกตัวอย่าง ผู้หญิงวัยกลางคน ที่ทำงานมีหน้ามีตาในสังคม ท่านหนึ่ง ที่บังเอิญเป็นโรคเบาหวาน ตั้งแต่เริ่มสาว รักษาตนมานานปี ด้วยทางเลือกอื่น แต่ก็ไม่ประสพผล จนอาการของเธอเข้าขั้นวิกฤต

เธอก็ยังมีวาสนา วันหนึ่งเธอเวียนว่ายมาพบทางเลือกสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน และเธอก็ทิ้งทุกแนวทาง ที่เคยผ่าน มาลองใช้ทางเลือกอันนี้ดู

ผ่านวัน ผ่านคืน ไม่ว่าสภาพใดๆ ที่เกิดขึ้น เธอก็ทำใจรับสภาพ ใช้ขันติ อดทน ผ่านมาได้หมด ยกเว้นประการเดียว ที่ทำให้เธอกังวล นั่นคือ ในขณะที่อาการของเธอเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ผิวเธอที่เป็นคนขาว ค่อยๆ เริ่มดำคล้ำขึ้นทุกวัน จนไม่ว่าใครๆ ก็ทัก และเริ่มซุบซิบว่า สงสัยเธอน่าจะเป็นเอดส์ เพราะสีผิวของเธอดำคล้ำมากขึ้นทุกวัน

บังเอฺิญเธอมีโอกาสได้คุยกับเรา แลเล่าทุกข์อันนี้ระบายให้ฟัง

เราจึงชี้สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ และวิทยากร ท่าน อ.อร่าม มักกล่าวเตือนเสมอว่า คนป่วยเบาหวาน วิทยาการสมัยใหม่ มุ่งไปที่ตัวเลขของปริมาณน้ำตาลในเลือด ต้องอยู่ในเกณฑ์นั้น นี้ ...

แต่จะทำอย่างไรเล่า ที่จะเอาน้ำตาลส่วนเกินออกจากตัวคนป่วย เมื่อทำไม่ได้ วิธีการเดียวที่ใช้ก็คือ บังคับให้น้ำตาลในเลือด เข้าไปฝังตัวในกล้ามเนื้อ นั่นเอง

ทีนี้ คนป่วยก็สบายใจเพราะค่าน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นั่นกลายเป็นสร้างวิกฤตอันใหญ่หลวง แก่ร่างกาย และชีวิต

เมื่อใช้สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นว่า น้ำตาลที่อยู่ในเลือดต่างหาก เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด คืออันตรายน้อยสุด

เมื่อร่างกายได้สมุนไพร และอาหาร มีความพร้อม ก็ต้องรีบดึงน้ำตาล ที่ถูกกดในกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ออกมา ให้อยู่ในเลือด เพื่อรอการขับออก ทางไต

ผลก็คือ ด้วยปริมาณน้ำตาลที่สูง ทำให้บริเวณผิวของเรา เปลี่ยนสีกลายเป็นสีดำ คล้ำขึ้น ตามปริมาณน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่เป็นผลข้างเคียงชั่วคราว ที่ไม่อันตรายใดๆเลย

เราจึงบอกคนป่วยว่า ถ้าหากเราอาย และทนคำวิพากษ์วิจารณ์ ที่บางคนเห็นไม่รู้ ก็บอกว่าเราเป็นเอดส์บ้าง โน่นบ้าง นี่บ้าง แล้วเราก็หยุดทานสมุนไพร หยุดพฤติกรรมในการฟื้นฟูตนเสีย สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็สูญเปล่า

เราอาจจะได้ผิวขาวกลับมาในทันทีที่กลับไปทานยาลดเบาหวาน แต่เราจะไม่มีโอกาสหายจากโรคเบาหวานเลยในชีวิตนี้ และที่สำคัญ คงหนีการตายด้วยโรคเบาหวานไม่พ้น

คนป่วยท่านนั้น กลับไปพิจารณา แล้วก็บอกว่า เขาจะยอมรับความอายแก่สังคมนี้ให้ได้ เพื่อตัวของเขาเอง ที่อยากหายเบาหวาน

จากวันนั้น สภาพผิวที่ดำขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปหลายเดือน วันก่อนได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง เธอบอกว่า ตอนนี้ผิวของเธอกลับมาขาวเหมือนเดิมแล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ว่า การจะใช้แนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน จึงจำเป็นต้องอาศํยขันติ อดทน มิเพียงแต่อาการ ในบางครั้ง ก็ต้องทนเสียงของผู้คนอีกต่างหาก แต่ ... ทั้งนี้ทั้งนั้น "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า "

วันนี้ของคนป่วยท่านนั้น จึงบ่งบอกว่า โรคเบาหวานกำลังเดินจากเธอไป การฟื้นฟูตนของเธอ ใกล้จะบรรลุผลแล้ว ความขันติ อดทน ต่อความอายของเธอ คุ้มค่ายิ่ง ชีวิตที่เหลืออีกหลายสิบปี โดยไม่มีโรคเบาหวาน คือรางวัลแห่งความขันติของเธอ

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ยากกว่าโรค

เราท่านมักจะได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า การหายโรคนั้นไม่ยาก

แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ทำให้การหายโรคกลายเป็นเรื่องยาก คือ นิสัยสันดาน และความเชื่อ

คนป่วยที่มาใหม่ และฟังวิทยากรอบรม ประโยคหนึ่งที่มักจะได้ยินวิทยากรแนะนำ นั่นก็คือ การใช้แนวทางของพระภูมีที่แม่ชเีมี้ยนนำมา ต้องพึ่งพา มิเพียงแต่สมุนไพร หากแต่ต้องให้ร่างกายได้รับอาหารครบทั้ง ๕ หมู่

เป็นการปฏิบัติที่ดูแล้ว พื้นๆ ใครใครก็ควรจะทำได้

แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลายคนมีความคิด ความเชื่อ เป็นทุนเดิม สร้างเป็นกำแพงแน่นหนา กลายเป็นอุปสรรคใหญ๋ ที่ทำให้การหายโรคกลายเป็นเรื่องยาก

อาทิเช่น คนป่วยที่เป็นโรคกระดูก ต้องอาศัยยาขาตั๊ง ซึ่งทำมาจากหมู บังเอิญ ตนเองเป็นอิสลาม ก็บอกว่า ทานไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า ก็ท่านจะเป็นคนดีของพระเจ้า แต่ตอนนี้ท่านป่วย ท่านไม่ทานวัตถุดิบสมุนไพรเข้าไปให้ร่างกายซ่อมแซม แล้วท่านจะมีชีวิต มีสังขาร ไปทำกิจของพระเจ้าของท่านได้อย่างไร ยากระดูกหมู หรือ ขาตั้ง ก็ควรมองให้เป็นยาที่ทำให้เราท่านได้มีโอกาสไปทำความดีตามคำสอนของพระเจ้าต่างหาก

แต่ที่หนักกว่า ก็คือ พวกเป็นโรคมะเร็ง แต่มีความเชื่อว่า ทานมังสวิรัติบ้าง เจบ้าง ... หนักกว่านั้นคือพวกที่ แม้นแต่ข้าวก็ไม่ทาน ไปโน่นเลย ลัทธิ กินถัว กินแต่ผัก ว่าเข้าไป ...

ที่ซึ่ง เมื่อปฏิบัติในระยะแรก มะเร็งมันอาจตั้งตัวไม่ทัน เกิดการหยุดชะงัก ก็ดูเหมือนร่างกายของตนจะดี แต่พอครั้นมะเร็งปรับตัวได้ ทีนี้ สองเด้งเลย ไหนจะมะเร็ง ไหนจะขาดอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมอาการทรุดรวดเร็ว รู้ปุ๊บ ก็แทบไม่เหลือเวลาแล้ว

อีกสายหนึ่งที่มักพบเจอ ก็คือ มีความเชื่อว่าต้องนั่งวิปัสสนา กรรมฐาน ทำสมาธิ ทำจิต ทำใจ หวังว่า เมื่อไม่เครียด แล้ว จะช่วยอาการของตนได้ ผลก็คือ ตายไปรายแล้วรายเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให็เห็นแนวทางของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาว่า การทำจิตทำใจ นั่นคือ การที่จะให้สุขแก่ผู้อื่น ที่สำคัญ ชีวิตจะดำรงอยู่ได้ด้วยการกิน เป็นสำคัญ

ดังนั้น บัญญัติของพระภูมีในธรรมหมวดสมุนไพร จึงแฝงมากับการสร้างทานบารมี โดยให้ทำตนเป็นจิตอาสา เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว เซลล์ทุกกลุ่มถูกบังคับให้ทำงาน กระตุ้นให้เกิดความล้า

ศาสตร์อันนี้จึงตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง ที่มักให้ผู้ป่วยพักผ่อนเยอะๆ นอนเป็นหลัก

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ เซลล์ทุกส่วนของร่างกาย หลังจากการทำงาน ย่อมต้องการพลังงาน สมองก็สั่งงาน ให้ต้องการอาหาร บวกกับสมุนไพรเขียว ที่ไปกระตุ้นต่อม ให้อยากอาหาร และช่วยในการดูดซับสารอาหาร ทำให้ผู้ป่วย ทานอาหารได้มาก เซลล์ทุกกลุ่มก็มีวัตถุดิบ ทั้งอาหาร และสมุนไพร เพื่อฟื้นฟู

บทสรุป หลายคนอาจจะบอกว่า บัญญํติของพระภูมีนั้นเป็นการหลอกให้ไปทำงานให้ จะทำไปทำไม นั่งเฉยๆ รอสมุนไพรไม่ดีกว่าหรือ ไม่เหนื่อย แต่ความเป็นจริงแล้ว บัญญัติที่ให้ผู้ป่วยเป็นจิตอาสา ทำงานเพื่อศาสนา แท้จริงแล้วทำเพื่อช่วยตน ต่างหาก

สิ่งหนึ่งที่มักจะได้ยินวิทยากร อ.อร่าม พูด คือให้ทานอาหารทุกชนิด ยิ่งเป็นอาหารที่หมอห้าม เช่น เบาหวาน ต้องทานหวาน เก๊าต์ ต้องกินสัตว์ปีก ก็เพื่อให้อาหารเป็นตัวนำสมุนไพรไปยังแหล่งต้นเหตุของโรค แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าทานอาหารไม่ได้ หรือ ไม่เพียงพอ

เราท่านก็จะมองเห็นภาพปืนใหญ่สมัยโบราณ ที่มีแต่ลูกกระสุน ไม่มีดินปืน หรือ ดินปืนน้อยไป จะไปไม่ถึงเป้าหมาย หรือถึงเป้าหมายก็หมดกำลังในการทำลายล้างเสียแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น สมุนไพรเสมือนลูกปืน ที่จะทำลายล้างต้นเหตุ แต่ทานสักฉันใด ก็ไปไม่ถึง เพราะไม่มีอาหารเป็นตัวนำพาพาไปยังที่เกิดเหตุ

ผลก็คือ หลายคนคิดว่าทานสมุนไพรเยอะๆ แล้วจะช่วยตนของตนได้ จึงคิดผิด เพราะสมุนไพรที่ทาน มันไม่ได้ไปไหนเลย เพราะไม่มีพาหะคืออาหาร

หากแต่คนที่เชื่อหลวงพ่อนิพนธ์ แม้นเริ่มแรก แรงจะเหลือน้อย แต่ก็ฝืนทำตนเป็นจิตอาสา ขยับร่างกาย ก็เริ่มจะทานอาหารได้มากขึ้นทีละนิด สมุนไพร ก็จักทำงานได้เพิ่มตามปริมาณอาหารที่ทาน กำลังก็จะเพิ่มขึ้น เวียนเป็นวัฐจักร

จึงไม่ต้องแปลกใจเลย เมื่อตอนที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ผู้ประสพผลในด้านมะเร็งมาเล่าประวัติ ยายท่านหนึ่งจึงบอกว่า ท่านเชื่อหลวงพ่อนิพนธ์จึงไปทำหน้าที่เช็ดจาน โดยบอกลูกสาวให้ไปช่วยกัน จากวันแรกที่เช็ดทั้งวันได้ ๒ จาน ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี ในที่สุด ยายก็สามารถเช็ดจานได้ถึงวันละ สองพัน จาน พร้อมกับการหายมะเร็ง

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดฟังดูเหมือนพูดเล่น ที่มักกล่าวกับคนไข้เสมอ ที่ควรนำไปพิจารณา "กินได้ไม่ตาย แต่ถ้าไม่กินน่ะตายแน่" แต่จะทำอย่างไรให้กินได้เพิ่มขึืน .... ก็จิตอาสาไง นี่แหละทำไมจึงต้องมีโรงทาน ทำไมจึงต้องชวนให้ทุกคนมาเป็นจิตอาสา ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตนของเราท่านนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อทำตามบัญญัติของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ได้บุญ ได้ทาน บารมี และได้ของแถมคือหายโรค ก็ด้วยเหตุนี้นั่นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44