วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อาแปะมะเร็งจมูก

เรื่องเล่าที่มักถูกหยิบยกมาครั้งถ้ำกระบอกเสมอๆ นั่นคือ อาแปะ ที่แกมีเพื่อนเป็นผู้ติดยาเสพติด ครั้นพอเพื่อนไปเลิกยาที่ถ้ำกระบอก แกเป็นเพื่อนไปส่ง

ครั้นพอเพื่อนหายจากอาการยาเสพติด เพื่อนก็บอกแกว่า โรคต่างๆ ที่เป็น ก็หายไปด้วย ทำให้แกเกิดความคิดว่า ถ้างั้นยาตัดที่ให้พวกยาเสพติดทาน ก็สามารถรักษาโรคแกได้ด้วยซิ แกจึงรีบไปสมัคร แต่ถูกพระปฏิเสธ เพราะไม่ได้เป็นผู้ติดยา

กลับมา ให้เพื่อนสอนวิธีการเสพยา แล้วไปซื่อยามาสูบ ใช้เวลาประมาณ ๑๕ วัน
แกก็เสพยาเป็น แล้วกลับไปบอกพระว่า แกมาขอบำบัดยา
พระก็ให้ทำท่าวิธีการเสพให้ดู แกก็ทำให้ดู และได้เข้ารับการบำบัดสมใจ

วันที่ ๕ ของการบำบัด แกร้องตะโกนในห้องน้ำ พระรีบตามไปดู ปรากฎแกบอกว่า แกร้องเพราะดีใจ ที่ก้อนเนื้อมะเร็งในโพรงจมูกของแก หลุดออกมา

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเปรยว่า โรคอื่นๆ ที่ยังมีเวลา คนส่วนใหญ่ จึงมักไม่ค่อยเน้น มาเพื่อทำให้มันจบในเร็ววัน ทำตามนิสัย บางที อาจต้องจำกัดเฉพาะโรคตายกระมัง เริ่มจากทำ มะเร็ง ให้เปิ็นกิจลักษณะ เมื่อประสพผล ก็เพิ่ม โรคเอดส์ และยาเสพติดเข้ามา

นั่นหมายความว่า ในอนาคต ก็อาจจะรับแต่คนที่เป็นโรคเหล่านี้ เหมือนเมื่อครั้งถ้ำกระบอก เพราะเมื่อเป็นโรคตาย การพูดคุยแล้วทำตามก็จะง่าย

คำพูดเล่นๆ ก็คือ พวกโรคอื่น วันหลังอยากมารักษา ก็ต้องรอเป็น มะเร็ง เอดส์ หรือติดยา จึงจะรับ

และเช่นถ้ำกระบอก จำนวนที่รับได้มีจำกัด ดังนั้น คิวจึงยาวเป็นหางว่าว รอโรงเรือนว่าง จึงเรียกตามคิว

เมื่อมีโอกาสจึงควรเรียนรู้ แล้วช่วยตนให้แล้วเสร็จโดยไว. ไม่เพียงช่วยตน ยังทำให้คนอื่นได้มีโอกาส และเห็นรอยที่ได้ทำ อยากมาเดินตามบ้าง

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำไมต้องอุเบกขา


ศาสน์ มีต้นสายธารคือ ความเมตตา อันมหาศาล ก็แล้วทำไมเล่า จึงบัญญัติ อุเบกขามาด้วยเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้เห็นว่า เมื่อพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เรื่องกรรม นั่นคือ มนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นอำนาจ

ดังนั้น การจะเปลี่ยนพรหมลิขิต หรือ ลิขิตกรรมของผู้ใด นั่นย่อมหมายถึง การใช้อำนาจธรรม เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรหมลิขิตของคนผู้นั้นนั่นเอง ให้สามารถเลี่ยงกรรม หนีกรรม หรือใช้กรรม

การจะกระทำเช่นนั้น และประสพผล ดั่งเช่นพระภูมี สอนสาวกให้พ้นกรรม กลายเป็นพระอรหันต์ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด นั่นคือ พระภูมีจะกระทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของสาวกด้วย

ธรรมหมวดสมุนไพรก็เช่นกัน ไม่สามารถที่จะทำฝ่ายเดียว แล้วช่วยให้คนป่วย พ้นจากโรคได้ ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือของคนป่วย ประสานมืออย่างเหนียวแน่น และมั่นคง จึงจะฉุดจากเหวนรก คือ ความเจ็บ อันหมายถึง เลี่ยงกรรม หรือ หนีกรรรม หรือ ใช้กรรม แล้วได้ลิขิตใหม่ อันเป็น ธรรมลิขิต

ส่วนคนที่ไม่ยื่นมือมา นั่นหมายถึง คนเหล่านั้นย่อมไม่สามารถหนี อำนาจของกรรมได้ พระภูมีจึงตรัสว่า คนเหล่านี้ ตกในสภาวะ "หมูเขาจะหาม" แม้นจะอยากช่วยสักฉันใด ก็ต้องวางเฉย เรียกว่า "อย่าเอาคานไปสอด" มิฉะนั้น ก็กลายเป็นการก้าวล่วงอำนาจกรรม ผิดฟ้าบัญญัติ นั่นคือ หลักตนพึ่งตน

และเวลานั้นก็มาถึงแล้ว ในวันพุธที่ ๒๖ พฤศจิกายน ศกนี้ คณะกรรมการของมูลนิธิ จะจัดให้มีการเปิดอาคารโรคมะเร็งอย่างเป็นทางการ ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อจะเอาผลเบ็ดเสร็จ ก็ต้องเฟ้นหาคนที่มีใจ มาร่วมมือกันแก้ปัญหาชีวิตที่เกิด เพื่อให้ผลสำเร็จเกิด และรวดเร็ว

นั่นหมายถึงว่า บทเมตตา ผ่านกรุณา มุทิตา มาถึงอุเบกขาแล้ว คนที่จะใช้แนวทางนี้อย่างได้ผล จึงต้องเป็นผู้มีวันเวลา อันหมายถึง เห็นชีวิตตนสำคัญเหนืออื่นใด ... กฏข้อแรกที่จะถูกใช้นั่นคือ จนกว่าการรักษาจะแล้วเสร็จหายโรค คนป่วยต้องทำตามข้อปฏิบัติที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ต้องมาอย่างต่อเนื่อง ห้ามขาด ... ผู้ใดขาด ผู้นั้น ขาดคุณสมบัติ และถูกตัดสิทธิ์ทันที

เหตุผลก็คือ โรคร้าย อุปมาเหมือนงูพิษ หากจะตีต้องตีให้ตายในคราเดียว มิฉะนั้นจะแว้งกัดได้ การใช้แนวทางสมุนไพรก็เช่นกัน เมื่อเริ่มทาน ก็ต้องทำให้จบราวจนหายโรค เมื่อหายแล้วจะทำอย่างไรไม่ว่ากัน หากแต่ในช่วงที่ยังไม่หาย แล้วหยุดกลางครัน แม้นจะหวนมาทานใหม่ ก็เป็นการยากแล้ว เพราะโรคมันรู้ทางแล้วนั่นเอง

ประการถัดมา คนที่มีคุณสมบัติ หลังจากผ่านการทดลองทานสมุนไพรใน ๓ สัปดาห์แรกแล้ว และตกลงที่จะเข้าคอร์ส ก็จะได้รับสมุนไพรเฉพาะบุคคล เฉพาะอาการ อย่างเต็มที่ และเมื่อสภาพพร้อม คุณสมบัติพร้อม ก็จะปิดด้วย ยาตัด อันเป็นเครื่องการันตีได้ว่า หายแน่นอน

ในระหว่างการฟื้นฟู จะมีสายด่วนตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาในกรณีที่เกิดอาการปัจจุบันทันด่วน

เนื่องด้วยความจำกัดของกำลังในการช่วย ดังนั้น จะมีการกำหนดจำนวนที่จะรับ แล้วรับจนเต็มจำนวน คนที่มาทีหลังก็ให้ลงชื่อไว้ เมื่อคนเก่าหายแล้วกี่คน ก็รับคนใหม่มาแทนจนเต็มจำนวน

เมื่อเริ่มบทนี้ ... ภาพที่ได้แต่ได้ยิน วันนี้ก็จะได้เห็น นั่นคือ ยักษ์หน้าโบสถ์ ... คือคนที่อยากเข้ามา แต่เข้าไม่ได้เพราะไม่มีคุณสมบัติ ...

หมดยุคกินเล่น ทานเล่น ทำเล่น แล้ว .... ถึงเวลาโชว์ไทม์แล้ว

คนป่วยมะเร็งก็พึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ตามข้อปฏิบัติของหลวงพ่อนิพนธ์ ... นาทีนี้ เอาเฉพาะคนอยากได้ และทำได้ ... นั่นคือ คนที่จะประสพผล ทำได้ร้อยคน ก็หายร้อยคน ทำได้พันคน ก็หายพันคน ... นี่คือคำยืนยันจากหลวงพ่อนิพนธ์

คนไหนวิกฤตเข้ามาฟื้นฟูที่นี้ พอพ้นวิกฤตก็กลับไปฟื้นฟูที่บ้าน เพราะช่วงวิกฤตของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างกรรมต่างวาระ จึงต้องให้หลวงพ่อนิพนธ์วินิจฉัยและสั่งเป็นรายบุคคล

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า จำไว้ว่า "ไม่ผ่านประตูนรก ก็ไปไม่ถึงประตูสวรรค์ วันใดที่นรกแตก ความทรมาน ความปวดมาประดัง วันนั้นแหละ คือวันที่ประตูสวรรค์เปิดรอ ผ่านประตูนรกเมื่อไร ก็ถึงประตูสวรรค์ทันที" นั่นคือ การหายโรค

อุปมาเหมือน แม่คลอดบุตร เจ็บปวดสุดประมาณยามก่อนคลอด แต่สุขล้นปรี่ เมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง

นั่่นหมายความว่า นับตั้งแต่วันเปิดเป็นต้นไป คนไข้มะเร็ง จะถูกจัดแยกจากคนไข้ประเภทอื่น ไปทำกิจกรรมเป็นกลุ่มต่างหาก ...ทำให้โรคอื่นดู ทำให้โลกดู ว่าหากทำตามรอยของธรรมบัญญัคิ ... และทำได้แล้วไซร้ มะเร็งนั้นไม่ยากเกินกว่าที่จะพิชิตได้

เมื่อเราท่านเปิดใจยอมรับ ยื่นมือไป ธรรมก็จะยื่นมือมาฉุดเราท่านขึ้นไป หากแต่ถ้าปิดใจ มือของธรรมก็คว้าลม ช่วยตนของเราท่านไม่ได้เลย และธรรมก็ไม่มาเสียเวลาคว้าไขว่ด้วย เราท่านอุเบกขา ธรรมเขาไม่เป็นไร แต่ถ้าธรรมเขาอุเบกขา เราท่านก็ปิดโอกาสที่จะช่วยตนทันที

สุดท้าย หลวงพ่อนิพนธ์ยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่ทรงตรัสว่า การหายโรค หรือเป็นโรค สำคัญไฉน ก็เพราะพระภูมีทรงตรัสรู้ว่า สิ่งนี้เป็นสมบัติที่ติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาตินั่นเอง การหายหรือการมีโรค จึงไม่จบเพียงชาตินี้ ... ผลจักไปรอในภพหน้า จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมเด็กเกิดมาปุ๊บ บอกมีเชื้อนั้นเชื้อนี้ติดมาด้วย ... อันเป็นต้นของคำว่า "กรรมพันธ์" นั่นเอง

ศาสน์เมตตา จะช่วยคนให้มากที่สุด จึงต้องอุเบกขาคนบางกลุ่ม ที่ขาดคุณสมบัติ คัดเฉพาะคนอยากได้ และทำได้ ... โอกาสมาแล้ว แต่มีครั้งเดียว

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แก้ยาก

ค่านิยม เมื่อมันฝังลึกลงไป แล้วก็ยากที่จะแก้ นี่กระมังจึงเป็นเหตุที่ทำให้พระโคดม ครั้งเมื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าจึงอยากละสังขารไปนิพพานเลย

มาวันนี้ คนทั้งหลายทั้งปวง เขาเชื่อวิทยาศาสตร์ เชื่อเครื่องมือ เชื่อดีกรี ยิ่งมีประกาศนียกบัตรมากมาย ยิ่งเชื่อ

หากแต่ความจริง ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน

หมอ พระ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่ใดที่ว่าศํกดิ์สิทธิ์ แม้นไม่เคยมีผลงานปรากฎเลย ก็ยังเชื่ออยู่

นี่แหละคือปัญหา เพราะเมื่อคนเหล่านี้มาใช้แนวทางสมุนไพร ซึ่งดูแล้วอันตรายเพราะต้องให้อาการเกิด แต่ความจริงแล้ว หนทางนี้แหละเป็นหนทางที่ปลอดภัย

ผลก็คือ คนบ้าตัวเลข ก็จ้องจะไปตรวจแล้วฟังคำหมอ ว่าค่ามันสูง อันตรายแล้วว หากปล่อยไว้ จะอย่างนั้นอย่างนี้

แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะบอกสักฉันใด ว่าไม่เป็นอะไร ไม่ตายหรอก ก็เก็บเอามาวิตก ตลอดเวลา

ยกตัวอย่างกรรมการท่านหนึ่ง ชอบตรวจนัก ทุกสัปดาห์เจอหน้าหลวงพ่อนิพนธ์ ต้องถามและเล่าอาการที่เป็น ตามด้วยบทสรุป คือ หมอบอกว่ามันอันตราย ผ่านไปสามเดือน ทำอย่างนี้ตลอด จนหลวงพ่อนิพนธ์ต้องหลบ

หมอบอกเธอว่า จะอยู่ได้ประมาณครึ่งปี เธอก็ทานสมุนไพร แล้วก็ไปตรวจ แล้วก็มาถาม แล้วก็บ่นว่าค่ามันสูง หมอบอกอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่หมอก็แก้ไม่ได้ จนมาวันนี้ ผ่านไป ๔ ปีกว่าแล้ว

คน่ช่วยพูดให้ตาย ก็ไม่วางใจ แต่คนที่ช่วยไม่ได้ ทำได้แต่ตรวจ ตรวจแล้วก็แบะๆ กลับไปฟัง ... เขาเรียกแกว่งตีนหาเสี้ยน

กรรมการรายท่านหนึ่ง เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทานสมุนไพรมาก็นานพอสมควร หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว

พูดกี่ครั้ง กรรมการก็ไม่วางใจ ท้ายที่สุดจึงตกลงไปเข้าคอร์สตรวจร่างกายเต็มระบบ แบบละเอียดถี่ถ้วน ที่แพงที่สุด ผลก็ปรากฎ ไม่มีเชื้อมะเร็ง ร่างกายเคลียร์ ทุกส่วน แล้วกลับมาบอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่าตัวเขาสบายใจแล้ว

คำถามก็คือ จะตรวจให้รู้ไปทำไม่ ในเมื่อรู้แล้ว คนตรวจก็ช่วยไม่ได้

คนช่วยไม่ได้พูดไม่เป็นไร กลับสบายใจ แต่คนช่วย ทำสมุนไพรให้ทาน แทบตาย พูดให้ตายชัก ก็ไม่เชื่อ บอกไม่เป็นไร ...พูดไปเถอะ

สมุนไพรคือ ธรรมชาติ ่ปล่อยไปตามธรรมชาติ เหมือนกินข้าวไม่เห็นต้องรู้เลยว่า ข้าวช้อนนี้ ไปสร้างกระดูกตรงไหน เนื้อตรงไหน ไขมัน เกินไปหรือเปล่า โปรตีนน้อยไปไหม ... ร่างกายเขาจัดสรรเอง

และการฟื้นฟู ร่างกายยังไม่เข้าที่ ก็ต้องเกินบ้างขาดบ้าง เป็นธรรมดา

บทสรุป สิ่งที่น่ากลัวจึงไม่ใช่โรคที่เป็น แต่เป็นนิสัยของผู้เป็นต่างหาก ,,,

ยิ่งนิสัยคนไทยด้วยแล้ว ... เขาบอกมาแต่โบราณ ยิ่งแก่ ยิ่งดื้อ

อันนี้หมดปัญญาแก้ ... คนฟังก็เบื่อ ...

เอาแค่หอมปาก หอมคอ ตรวจตอนเริ่ม กับตอนจบ ก็พอดีไหม ไม่ต้องไปรู้หรอกว่าระหว่างทางมัน ขึ้น มัน ลง เท่าไหร่ ... ตรวจรู้ อ้ายคนตรวจมันก็แก้ให้ไม่ได้