วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

ธรรมของพระภูมี

เมื่อครั้งถ้ำกระบอกใกล้แตก แม่ชีเมี้ยนได้ทรงเรียกหลวงพ่อนิพนธ์เข้าไปหา ในปี ๒๕๑๒ หลังจากที่ถูกให้ออกจากถ้ำไปในปี ๒๕๑๐

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า ความตั้งใจในการมาสร้างพระคงไม่สามารถลุล่วง หากแต่ธรรมของพระภูมี มีอยู่สองกลุ่มนั่นคือ ธรรมหมวดหลุดพ้น ใช้สำหรับผู้ประสงค์นิพพาน แลธรรมหมวดสมุนไพร ใช้สำหรับผู้ประสงค์ความไม่มีโรค

เมื่อความตั้งใจสร้างพระไม่สำเร็จ ก็ต้องไปทำใหม่ในประเทศพม่า หากแต่จะทิ้งธรรมหมวดสมุนไพรให้หลวงพ่อนิพนธ์ทำแทน ประการหนึ่งก็เพื่อเป็นการทดแทนแผ่นดินเกิด แทนตัวท่าน

การใช้ธรรมหมวดสมุนไพร ก็มีข้อจำกัด ด้วยเหตุแห่งฤทธิ์ของสมุนไพรมีจำกัด ซึ่งก็ใช้ช่วยได้ในระดับหนึ่ง หากแต่ผลของสมุนไพรจะมหาศาลเพิ่มมากขึ้น นั่นก็แปรตามพฤติกรรมของผู้ทาน

สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับหลวงพ่อนิพนธ์ ในการสอนให้คนป่วยเพื่อช่วยตน ดังนั้น กระบวนการช่วยเหลือในระยะแรกๆ หากจะหวังผลสำเร็จ จึงมักใช้แนวทางให้ชักชวนผู้นั้นให้บวช เพื่อให้มีพฤติกรรมด้วยนั่นเอง

แลคนที่บวชในยุคแรกๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นการลองของก็ว่าได้ เพราะพระส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยยาเสพติด ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ป่วยที่มีอาการประเภทหมอทิ้ง อาทิ โรคเอดส์ มะเร็งสมอง โรคชักรุนแรง .. เป็นต้น แลคนเหล่านั้น ก็ยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้

มาวันนี้ เหลือแต่หนทางสมุนไพรเพียงอย่างเดียว จึงใช้เวลานานในการช่วยตน ผู้คนที่ประสพผลจึงมีน้อย

ความหวังในอนาคต ที่จะต้องพึงเกิดอย่างแน่นอน นั่นคือ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะอุบัติในพม่า ดังนั้น หนทางที่จะย่นระยะเวลาในการฟื้นฟูตนของผู้ป่วย นั่นคือ การนำพาผู้ป่วย ไปเป็นผู้สนับสนุนในการปฏิบัติ ของพระของพระพุทธเจ้า

นั่นหมายความว่า ในอนาคต จากเดิมที่ใช้สมุนไพร แลข้อปฏิบัติเล็กน้อย เช่นการสวดมนต์ ในการสร้างบุญ ซึ่งก็ได้ในระดับหนึ่ง จะกลายเป็นการสร้างบุญเป็นหลัก แล้วใช้สมุนไพรเสริม ซึ่งจะทำให้ระยะในการช่วยตน สั้นลงกว่าเดิมมากนัก

ความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ของการทานสมุนไพร จึงเน้นไปที่คุณสมบัติของผู้ทานเป็นสำคัญ นั่นหมายถึง บทอุเบกขาของพระภูมี กำลังจะถูกนำมาใช้ อันหมายความว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสมาสัมผัส ผู้ที่จะเข้าถึง ต้องมีพฤติกรรมสอดคล้อง กับ หลักของพระภูมี เป็นสำคัญ

เราก็จะเห็นยักษ์หน้าโบสถ์มากมาย แลเห็นผู้ประสพความสำเร็จในแนวทางสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น เมื่อหนทางบุญ หรือ ต้นทางสายบุญได้เปิด ให้สัมผัส

เราจึงอยากเตือนว่า คุณสมบัติดังกล่าวคือการลดกิริยา เมื่ออยู่ในเขตที่กำหนด คือบัตรผ่านที่จะเข้ามาในแผ่นดินของเขา

ใครที่ตอนนี้ไม่ยอมฝึก ไม่หัดควบคุมกิริยา ดำรงกรรมฐาน เมื่อวันนั้นมาถึง แล้วทำไม่ได้ ผู้คัดเลือกก็จักต้องคัดออก กลายไปเป็นยักษ์หน้าโบสถ์ อย่างแน่นอน

เพราะศาสน์ของพระภูมีเอาผล ไม่เอาปริมาณ แม้นมีน้อย แต่นั่นหมายถึง ทุกคนที่ถูกคัดกรองมาล้วนสำเร็จตามความตั้งใจของตนทั้งหมดทั้งสิ้น จะไม่มีการมาเสียเวลากับคนที่ไม่ทำเป็นอันขาด

อีกไม่นาน เราท่านจะได้เห็นธรรมทั้งสองหมวดของพระภูมีอุบัติขึ้น นั่นคือ ธรรมหลุดพ้นในประเทศพม่า แลธรรมหลุดจากโรคในประเทศไทย

แล้วจะรู้ว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนและให้ฝึกปฏิบัติ นี่แหละคือใบผ่านในการไปถึงแผ่นดินนั้น และเมื่อสร้างบุญได้ กลับมาทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ผลสำเร็๗ ก็รวดเร็ว ไม่อืดเป็นเรือเกลือเช่นปัจจุบัน

จึงชวนให้สร้างคุณสมบัติ แล้วรอวันที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ประกาศตน อันเป็นการสิ้นสุดยุคพระโคดม แลเริ่ม พุทธศํกราชที่ ๑

ประเภทที่ยังยึดว่าไปเหยียบแผ่นดินอินเดีย เพื่อแสวงบุญ นั้นไม่มีแล้ว เพราะพระโคดมท่านไปแล้ว แผ่นดินนั้นหมดค่าไปแล้ว... ทำให้ตายก็หาบุญมาเยียวยาตนไม่ได้สักกะผีก

โน่นไปพม่า แล้วรับธรรมมาปฏิบัติสักข้อ เท่านี้ โรคก็เผ่นป่าราบแล้ว หากปฏิบัติธรรมที่รับมานั้นได้

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

น้ำทิพย์หรือน้ำกรด


กฎข้อบังคับของการที่ให้สมาชิกทุกท่าน ต้องเข้าสวดมนต์ และฟังหลวงพ่อนิพนธ์ มีคุณกับใคร

กติกาดังกล่าว ย่อมเป็นที่น่าเบื่อหน่าย แต่ก็ต้องทำอย่างเสียมิได้ ฟังไปบ่นไป ฟังไปเบื่อไป หรือไม่ก็นั่งเล่นโทรศัพท์ นั่งเล่นเกม อ่านแชท อ่านหนังสือ หรือทำงานของตน ไปแก้เซ็ง ก็มีให้เห็นกันดาดดื่น นั่นคือ กลุ่มคนที่มาเพื่อหวังสมุนไพรเพียงอย่างเดียว

หากแต่ความเป็นจริงที่พบเห็นกันดาดดื่น นั่นคือ คนทั้งโลก ล้วนแล้วแต่ค้นหายารักษาโรค แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่ประสพผล ไม่ว่าวิธีใด ก็ล้วนแล้วแต่เหมือนพลุที่จุดขึ้นท้องฟ้า ให้ความหวังเพียงวูปเดียว นั่นคือ แรกๆ ที่กำลังใจดี มีความหวัง สุดท้าย ก็ดับแล้วตกวูบ

ก็แล้วคนที่มา จะมาทำแบบเดียวกันที่นี่ ให้ประสพผล หลวงพ่อนิพนธ์บอก ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะโรคมันเป็นเพียงปลายเหตุ หากแต่ต้นเหตุแห่งโรค คือ กรรมที่ทำมา จะปฏิเสธสักฉันใด ก็หนีไม่พ้น

หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ จึงชี้ให้เห็น การรักษาโรค ด้วยหลักตนพึ่งตน นั้น จักต้องทำสองทางในเวลาเดียวกัน จึงจักพ้น นั่นคือ ทานสมุนไพรรักษาโรค และปฏิบัติธรรมเพื่อแก้กรรม ที่ทำมา อันเป็นต้นเหตุแห่งโรค

ผลแห่งโรค นั่นปฏิเสธเลยไม่ได้ว่า เป็นผลจากการกระทำที่ผิด หากแต่ผิดอย่างไร ในเมื่อทุกคนยืนยันว่า ตัวเองเป็นคนดี ไม่เคยทำผิด ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เข้าวัดเข้าวา ทำบุญมาตั้งแต่เด็ก สร้างโบสถ์ สร้างศาลา มาแต่อ้อนแต่ออก

การมาฟัง นั่นคือ การชี้หรือสอนให้เห็นว่า การกระทำนั้นผิดอย่างไร แลที่ถูกต้องทำอย่างไร เรียนรู้แล้วไปทำเพื่อช่วยตน

ยิ่งกว่าถูกครูตีเสียอีก เพราะคำพูดที่สอนมันเสียดแทงใจ จนแม่ชีเมี้ยนเคยตรัสว่า คำสอนของพระภูมี ยิงปุทะลุใจ มันบาดจิตบาดใจเหลือเกิน

ดังนั้นคำสอน สำหรับบางคน จึงเป็นดั่งน้ำทิพย์ที่ชโลมใจ ทำให้เกิดความสงบ นั่นคือ ปลงแล้วยอมรับ ในความเจ็บที่จะต้องเกิด ความทุกข์ ไม่ว่าจากการมานั่งสวดมนต์ ทำกรรมฐาน แลปฏิบัติธรรม เรียกได้ว่า ทำใจให้ยอมทุกข์ เพื่อสัมผัสพุทธดำรัส ที่ตรัสว่า ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า ยิ้มรับทุกข์ที่ต้องเผชิญ เพราะรู้ดีว่า ทุกครั้งที่ทุกข์ นั่นย่อมหมายถึงหนี้กรรมที่ลดน้อยถอยลงไป แลสักวันจักต้องหมด

ในขณะที่บางส่วน คำสอน มันบาดใจ แล้วยังรับไม่ได้ เพราะคนพูดไม่ใช่พระ แถมพูดเรื่องที่ไม่ถูกกับจริตของตนเสียอีก คิดแต่ว่า เมื่อไหร่จะจบว่า เบื่อฉิบหาย ตัวของตัว ก็มีครูบาอาจารย์มากหลาย เป็นเกจิอาจารย์ที่โด่งดังมีชื่อเสียง แล้วสิ่งที่ทำจักผิดได้อย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้พิจารณาทางเลือกสองทาง ทางแรกคือ วางเกจิอาจารย์ของตนไว้ชั่วคราวก่อน แล้วลองมาใช้แนวทางของแม่ชีเมี้ยนเพื่อช่วยตน เมื่อพ้นแล้วจะกลับไปทำเหมือนเดิม นับถือเกจิเดิม ก็ไม่ว่ากัน

หรือ เมื่อรับไม่ได้ ไม่อยากทำ แนวทางของแม่ชีเมี้ยน จะมัวมาหวังแต่สมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็จักเสียเวลาเปล่า หาผลสำเร็จไม่ได้ อย่างดีด้วยฤทธฺ์ของสมุนไพร ก็ได้แค่ปะทังหรือยืดเวลาเท่านั้น จึงเป็นการดีสำหรับคนกลุ่มนี้ ที่จะบ้านใครบ้านมัน

นั่นคือ การร้องขอให้ทำบุญ ด้วยการจากไป เพื่อให้สมุนไพรที่จะต้องเสียไป ได้ไปสู่คนที่ต้องการและจำเป็น มุ่งมั่นช่วยตน จะดีกว่าไหม

บทสรุปของคำสอน หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกว่า เรื่องของศาสนา จึงเป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ มีวงจำกัด และที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ จะมีผลก็แต่เฉพาะคนอยากทำ อยากได้

ภาพที่ชัดเจน นั่นคือ ย้อนยุคพระโคดม ที่เรียกได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่สมบูรณ์ ด้วยวรรณะ วาจา ทำให้ได้รับการยอมรับโดยง่าย ยังมีสาวกแค่ไม่ถึงแสน เมื่อเทียบกับ คนอินเดียที่มีเป็นร้อยล้านคน ก็ว่าน้อยแล้ว ถ้าเทียบกับคนทั้งโลก ยิ่งน้อยกว่าน้อย

คนมีพรหมลิขิตเป็นอำนาจ ถึงไม่มีศาสนา ก็ดำรงตนอยู่ได้ ด้วยกรรมเลี้ยง จนจบพรหมลิขิต ... สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ คือ ธรรมหมวดสมุนไพร จึงเหมาะแก่คนที่เบื่อการเจ็บ อยากให้วิญญาณปลอดจากโรค พูดง่ายๆ อยากสัมผัส ลาภอันประเสริฐ คือ ความไม่มีโรค ... หากแต่คนที่ไม่เลือกแนวทางนี้ เขาก็อยู่ได้ จนครบพรหมลิขิตเช่นกัน และเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย ...

นั่นหมายความว่า คนที่คิดจะเดินทางสายนี้ การประพฤติตน จึงต้องมีความแตกต่างจากคนทั่วไป มีกาละเทศะ มีที่เว้น ที่วาง ละพฤติกรรมบางสิ่งบางอย่าง มีภาระผูกพัน นั่นคือ วันเวลาในการทำกิจกรรม ...

สิ่งเหล่านี้ ย่อมได้มาจากการฟัง เรียนรู้ แล้วไปทำเอง เพื่อช่วยตน ... คำสอน จึงเป็นน้ำทิพย์ที่จำเป็นยิ่ง เพื่อให้จิตใจเข้มแข็ง วิญญาณสงบ สามารถสู้กับกรรม ... ที่คนทั้งโลกสู้ไม่ได้ ได้อย่างมั่นใจว่า ท้ายที่สุด ตนของตน ย่อมจักเป็นผู้ชนะ ด้วยธรรมชนะอธรรม ตามพุทธดำรัสนั่นเอง

แม่ชีเมี้ยนจึงบอกเคล็ดในการดูว่า ผลสำเร็จจักเกิดกับผู้ใดว่า ก็ดูว่าผู้นั้น รักษาความสงบ รักษากรรมฐานของตนได้หรือไม่ เพราะเมื่อคนเรียนรู้ แล้วทำ ก็จะควบคุมตน ลดกิริยา หลักนี้ ใครทำ ใครได้ .. คนที่หาความสงบไม่ได้ ... ย่อมไม่มีทางประสพผล แลความสงบนี้เอง เป็นสัญญลักษณ์ อันโดดเด่นของศาสน์พระภูมี ที่กรรมมันกลัว

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

ยักษ์พวกแรก ยุคนี้

บรรดาเกจิคณาจารย์ ทั้งหลาย ที่ตั้งตนเองขึ้นมา หลังจากการแตกของถ้ำกระบอก ทั้ง ๗ สำนักนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อนิพนธ์ ทั้งหมด ทั้งสิ้น

เมื่อแตกออกไป ก็หาได้นำคำสอนของแม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อนิพนธ์ไปปฏิบัติไม่ หากแต่นำเอาวิชาความรู้ที่ได้ ไปสร้างวัตถุ สร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเองแทน นั่นหมายความว่า ล้วนแล้วแต่เดินในเส้นทาง เอาศาสนามาหากิน

วันเวลาผ่านไป เกจิเหล่านั้น ก็มีชื่อเสียงขึ้นชื่อลือชา สร้างวัดที่ใหญ่โต หลายร้อยล้าน เป็นที่นับหน้าถือตา

การช่วยของหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งถ้ำกระบอก เกจิเหล่านั้น เมื่อหายดี มีกำลัง แรกๆก็เลื่อมใส อยากบวช ทำตามคำสอนพระภูมี หากแต่เมื่อแตกออกไป ล้วนแล้วแต่นำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด

ผลก็คือ เมื่อวันเวลามาถึง พระเกจิเหล่านี้ ก็ถึงทางตัน นั่นคือ ผลผิดเกิด กลายเป็นโรคร้ายแรง ครบถ้วยทุกตัวคน

เมื่อเกจิเหล่านี้ ทราบว่าหลวงพ่อนิพนธ์เปิดให้การรักษาอีกครั้ง ก็รู้ดีว่า คนทั้งโลกใครก็่ช่วยไม่ได้ จะมีก็แต่หลวงพ่อนิพนธ์เท่านั้น ก็ตั้นด้นมาหา หวังในความเป็นลูกศิษย์เก่าแก่

อาทิเช่น ท่านโกวินทะ แห่งวัดไผ่รื่นรมย์ ที่โด่งดังของนครปฐม ผู้ซึ่งเป็นโรคหัวใจร้ายแรง เมื่อแพทย์ตรวจและรายงานผลให้ทราบ ก็มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

คำตอบที่หลวงพ่อนิพนธ์ ให้แก่ท่านโกวินทะ นั่นคือ ใครคนใดในโลก ก็สามารถรักษาให้ได้ หากแต่ท่าน เป็นผู้ที่เรียนรู้หลักธรรมคำสอนของพระภูมีแล้วไซร้ แต่กลับนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด ด้วยความรู้นี้ ทำให้ตนรอดพ้นวิกฤตในอดีตมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อผลผิดบังเกิดด้วยเหตุนี้ นั่นหมายความว่า ธรรมไม่มีผลอันใดต่อท่าน นั่นย่อมหมายถึง สมุนไพร ก็จักไม่มีผลอันใดเฉกเช่นเดียวกัน ทานไปก็ไร้ประโยชน์

ยักษ์หน้าโบสถ์กลุ่มแรก ในยุคนี้ จึงเป็นพระถ้ำกระบอกนั่นเอง หลายต่อหลายองค์ ที่เมื่อประสพชะตากรรม ก็ได้แต่ชะแง้ดูคนเขาช่วยตนจนหาย ส่วนตัวเองได้แต่เห็น ได้แต่มอง อยากสักเพียงใด ก็เข้ามาไม่ได้ เอื้อมไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็น ท่านโกวินทะ ท่านแพง ...

นั่นหมายถึง รู้ว่ามีหนทางรอด แต่ไปไม่ได้นั่นเอง

ยักษ์รุ่นต่อไป ที่เรามองเห็น ก็เป็นพวกคนไข้ที่มาใช้แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จนประสพผล แล้วก็ทำตัวเหมือน ขึ้นฝั่งได้ ทุบท่าทิ้งเลย โดยไม่คิดว่าวันข้างหน้าของตน อาจจะต้องมาพึ่งท่าอีกก็เป็นได้ นั่นคือ ไปไม่เหลียวหลัง ไปแล้วไปลับ ทำตนเหมือนไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นกัน ไม่มีเยื่อใยใดๆ กับแผ่นดินที่ตนเองเคยมาใช้กอบกู้ชีวิตเลย

ยักษ์เหล่านี้ เมื่อกรรมปล้องต่อไปมาถึง ด้วยความอายก็ไม่กล้าเข้ามา เพราะรอยที่ทำมันค้ำอยู่ ก็หันไปพึ่งทางอื่น จนในที่สุด ความจริงก็ฟ้อง นั่นคือ สภาพร่างกายไม่ไหว ... ก็มาร้องขอ ให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยอีกครั้ง

ยักษ์พวกนี้ ยิ่งวันยิ่งเยอะ หากแต่ด้วยพฤติกรรมที่ทำ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ ต้องอุเบกขา ปฏิเสธการเข้ามาของพวกเขา

เราจึงอยากเตือนว่า จะทำอะไร ก็พึงคิดบ้าง อย่ามีพฤติกรรม เหมือนคนรุ่นเก่า ที่ทำรอยให้เห็น เพราะนั่นเท่ากับตัดทางเลือกของตนเอง และวงศ์วานว่านเครือ ไม่ให้เข้ามาถึงสิ่งที่ดีงามได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดเล่นๆ เสมอว่า ... ตัวของหลวงพ่อนิพนธ์ ขาดเราท่าน ไม่เป็นไร เพราะจะมีคนใหม่ที่อยากได้มาแทนอย่างแน่นอน หากแต่เราท่าน ขาดหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นหมายถึง ทางเลือกที่จะช่วยให้รอด ถูกปิดลง

นั่นแลพฤติกรรมที่จะทำให้ตนของเราท่าน กลายเป็นยักษ์หน้าโบสถ์ รู้เห็นอยากได้ แต่เอื้อมไม่ถึง