วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความอยากกับความจริง

เชื่อได้ว่า คนที่ตั้งใจบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ทุกคนล้วนอยากเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

หากแต่เมื่อบวชไปนานๆ เรียกว่า ทำตนจนมีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใส ก็ย่อมต้องมีกรรมดีเป็นของตน พอสมควร

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดตามมานั่นคือ การหลั่งไหลมาของลูกศิษย์ และสิ่งของ

เจอพระไตรปิฏก ว่าญาติโยมถวายของสิ่งใด ก็ต้องรับ ไม่รับไม่ได้

ท้ายที่สุด ก็ติดกับความเมตตา ก็รับไว้

จึงติดหล่ม ของที่รับมาทับตัวเอง กลายเป็นเราท่านต้องเสียพระดีๆ ที่เป็นพระปฏิบัติ ไปจนมากมาย

ความอยาก หรือ ความชอบของคน จึงมักกล่าวว่า พระที่ดี เห็นคนทุกข์ ก็ต้องช่วยทุกคน และยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเมตตามาก ก็หมายความว่า จะขออะไรก็ให้ ไม่ปฏิเสธฃ

เราท่านจึงเห็นพระเจ้าทันใจ เห็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มนุษย์สร้างไว้ขอ เต็มไปหมดทั่วโลก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก

เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง แม้นมีเมตตามหาศาล แต่จะไม่ช่วยใครเลยสักคน จะมีก็แต่เพียงคำสอน ให้ไปปฏิบัติ อยากได้ ต้องทำเอง

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณา ธรรมหมวดสมุนไพร จึงควรพิจารณาว่า สมุนไพรมีไว้เพื่ออะไร

หลายคนกล่าวอ้าง สมุนไพรมีไว้เพื่อรักษาโรค หากเป็นเช่นนั้นจริง คนเป็นโรค ทานสมุนไพรก็ต้องย่อมหายกันทั่วทุกตัวคน

ธรรมหมวดสมุนไพร หาใช่มีไว้เพื่อการกรักษาโรคไม่ หากแต่การหายโรคนั้น เป็นปลายเหตุ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นของแถมที่ศาสน์ให้ แก่ผู้ที่อยากทำ และทำได้

ความเป็นจริงของการหายโรค จึงเกิดจากการเรียนรู้ พิจารณา แล้วทำ ตามธรรมคำสอน ลดนิสัยตน แล้วนำนิสัยพระพุทธเจ้าบางสิ่งบางอย่าง มานำตน มากน้อย ตามแต่จะทำได้ ต่างหาก

แลสมุนไพรก็เสมือน ผู้ช่วย ทำให้เราท่าน มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม เพื่อช่วยตนให้ลุล่วง ผลแห่งการปฏิบัติ นั่นเอง ที่ช่วยตน

ความจริงที่ปรากฎ สมุนไพรของศาสน์ จึงกล่าวได้ว่า มีวิญญาณ มีฤทธิ์ ตามตัวกระทำของผู้ทาน จึงเป็นได้เสมือนไร้ค่า ทานแล้วผ่านเลย ไม่เกิดผลอะไรเลย กินแล้วก็ถ่ายออก ไปจนถึงกินแล้วเสมือนเกิดปาฏิหารย์ มิเพียงหายโรค หากแต่เสมือนปฏิวัติร่างกายของผู้ทาน กลายสภาพเสมือนคนหนุ่มสาว ที่มีสภาพร่างกายแข็งแกร่ง หูตา แจ่มใส สติปัญญาเฉียบแหลม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ให้ ที่ซึ่งมีเวลาในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จำกัด เป็นผู้มีปัญญา จึงมักไม่ยอมเสียเวลากับผุ้ทีไม่อยากทำตน เพื่อช่วยตน เป็นแน่แท้

คำกล่าวอ้างว่า พระภูมี ทรงเป็นผู้มีเมตตามหาศาล แท้จริงแล้ว ความเมตตานั้น มีให้เฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติเท่านั้นเอง ดั่งคำกล่าว พระภูมีจะทรงสอนเฉพาะผู้ที่สามารฝึกได้เท่านั้นเอง

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า สาวกของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทำไมจึงมีน้อย แค่เรือนแสนเท่านั้นเอง

เมื่อธรรมสมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งของธรรมของพระภูมี ย่อมต้องเดินรอยตามเป็นแน่แท้ จึงอยากเตือนว่า ไม่ใช่ใครก็เข้ามาได้

ในอนาคตอันใกล้ จะพึงเห็นว่า ผู้ที่จะเข้าถึงหลวงพ่อนิพนธ์ จะต้องถูกคัดสรร ว่ามีคุณสมบัติตามพระภูมี หรือ ฟ้าดินบัญญัติหรือไม่ เป็นแน่แท้

แลผู้ใดเข้าถึง ฟัง พิจารณา แล้วทำตาม ผลแห่งการปฏิบัติ ย่อมช่วยตนให้พ้น ได้พัฒนาวิญญาณ และได้การหายโรคเป็นของแถมอย่างแน่นอน

เราจึงอยากเตือนว่า ศาสน์ไม่ใช่ไก่รองบ่อน ไม่สิ้นไร้ไม้ตอก ไม่สนองความอยากของเราท่านแน่ คนที่คิดว่าตนฉลาด จะมาเอาแต่สมุนไพร ก็ไม่ว่ากัน หากแต่จะหวังถึงได้สมบัติของศาสนา คือมนุษย์สมบัติ อันหมายถึง ความไม่มีโรค ที่ซึ่งเป็นลาภอันประเสริฐ สามารถพาติดตัวไปยังภพหน้าได้นั้น อย่าหมายเลย

แลวันนี้ ก็เลยวันที่จะต้องคอยจ้ำจี้ จ้ำไช ในการควบคุมให้ปฏิบัติแล้ว ปล่อยกันตามอิสระ เข้าทำนอง ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

ใครที่ทานแล้วไม่ได้ผล อย่าโทษอื่นใดเลย เพราะท่านไม่ช่วยตน นั่นแล

ประเภท เห็นคนอื่นหาย จึงตามมา แล้วก็หวังให้ช่วยตน ให้หายบ้าง แต่ไม่ทำอะไรเลย ไม่เปลี่ยนนิสัยแม้นแต่น้อยนิด ... ทานสมุนไพรหมดเป็นถังๆ ความฝันก็ไม่มีทางเป็นความจริง แม้นจะทานสมุนไพรที่มาจาก หม้อเดียวกัน ถ้วยเดียวกัน กับคนที่หาย ก็ตามที

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า มิต้องแปลกใจว่า ที่กล่าวอย่างมั่นใจว่า ถ้าเป็นโรคตาย โลกนี้ไม่มียาใดรักษาได้อย่างแน่นอน และถ้าสมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ยังช่วยไม่ได้แล้วไซร้ สิ่งอื่นใดในโลก ยิ่งไม่มีค่าในการช่วยตนเลย

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

คนละขั้ว


คำว่า ธรรม มักจะมีความหมายซ่อนอยู่ประการหนึ่ง คือ หมายถึง ธรรมชาติ

ธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา พิจารณาเล่นๆ ก็จะเห็นความลึกซึ้ง และอิงแอบธรรมชาติ

แค่บทเริ่ม หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวเปรียบเทียบให้เห็นว่า ไม่ว่ายาเคมี เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ตอบรับ เป็นประการแรก

ผลก็คือ หากจะใช้วิธีการนี้ ก็ต้องอาศัยการบังคับร่างกาย ที่มีฤทธิ์แทรกซึมช่วย ที่เรียกกันว่า สารนำร่อง และสารที่ว่า ก็ต้องมีพื้นฐานมาจากสารหนัก ที่ซึ่งมีคุณสมบัติดังกล่าว

แลด้วยความเป็นสารหนักนี้เอง ร่างกายก็มีขีดจำกัดในการขับออก ดังนั้น การใช้ยาเคมี จึงมีข้อจำกัด ที่เรียกว่าปริมาณที่ร่างกายรับได้ การทานเกิน จึงส่งผลต่อร่างกายมหาศาล

หากจะไปใช้ช่องทางสมุนไพร ที่มีกันดาษดื่น โฆษณาสรรพคุณกันมากหลาย หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้พิจารณา ว่า จะหาคนรู้สัดส่วนที่เหมาะสม แค่สูตรเดียว ใช้เวลาชั่วชีวิต อาจยังไม่พบเลย

ตัวอย่างที่เห็นชัด ไม่ต้องสมุนไพรที่ไกลตัว แค่ขิง ที่มีอยู่ในทุกครัวเรือน นักวิทยาศาสตร์ และนักสมุนไพร รู้กันดีว่า มีสารไล่ลม ที่เป็นประโยชน์ในการรักษาโรคลม ได้ดียิ่ง แต่ที่ทำได้ ก็แค่ต้มน้ำขิง เท่านั้นเอง

ความลับของจักรวาล ที่พระภูมีตรัสรู้ ทำให้เราท่านได้รู้ว่า ไม่มีสมุนไพรตัวใดตัวหนึ่ง จะทำหน้าที่ได้ด้วยตัวของมันเอง นั่นคือ จะใช้ได้ ก็ต้องจับแต่งงานกับสมุนไพรชนิดอื่น

ถามว่าทำไม ก็เพื่อให้ร่างกายสามารถรับไปใช้ได้นั่นเอง มิฉะนั้น ธรรมชาติร่างกายก็จะปฏิเสธสารเหล่านี้ ขับออกจนหมดสิ้น

อ.อร่าม มักยกตัวอย่าง ยาไพลสด ที่ปกติทั่วไป ทำได้แค่เพียงเป็นสมุนไพรใช้ภายนอก หากแต่ไพลมีสารที่ร่างกายต้องการเป็นอย่างยิ่ง หากเราท่านทานไพลเข้าไป ไม่เพียงไม่มีประโยชน์ ร่างกายจะขับออก ถ่ายแทบไม่ทัน แต่เมื่อจับแต่งงานกับชนิดอื่น กลายเป็นสมุนไพรไพลสด มีสรรพคุณ ช่วยขับไล่สารพิษ หรือสารเคมีที่ตกค้าง หรือที่ อ.อร่าม เรียกว่า ดีทอกซ์ ทั้งตัว ได้อย่างน่าอัศจรรย์

หากพิจาณาในแนวคิด ด้วยความที่ทางการแพทย์จนปัญญาในการรักษา หรือ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้ ดังนั้น แนวความคิดในการรักษาโรค จึงเรียกว่าอยู่ในแนวทางค้นหา สารเคมี ที่มีคุณสมบัติ แบบหนังจีนเรียกว่า เดินหน้าฆ่าลูกเดียว

ตีกรอบให้แคบลง พิจารณาจากคนเป็นมะเร็ง ไม่ว่า ฉายรังสี คีโม หรือกระบวนการอื่นใด ไม่มียาที่ยับยั้งระงับการเจริญเติบโตของมะเร็ง หรือ ทำให้มะเร็งลดลงได้เลย แต่การลดลงหรือยับยั้ง ใช้กระบวนการฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย แบบระเบิดปูพรม นาปาล์ม สมัยเวียตนาม ยังไงยังงั้น หากทำลายแล้วยังหยุดไม่ได้ ก็เล่นง่าย ตัดทิ้งหนีปัญหาไปเลย

หากแต่แนวทางธรรมชาติ พระภูมีทรงตรัสรู้วัฐจักร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ใช้สมุนไพรดำเนินกระบวนการนี้ตามธรรมชาติ ในการฟื้นฟูรักษามะเร็ง

มะเร็งเป็นเซลล์ จะกลายเป็นเนื้อร้าย ก็ต่อเมื่อเกิดความเครียด ก็ใช้การปรับเปลี่ยนนิสัย ควบคุมอารมณ์ แก้ไข อาทิเช่น ความโกรธ ความเครียด ร่างกายจะหลั่งกรด ทำให้เซลล์มะเร็งเครียด กลายเป็นเนื้อร้าย เมื่อควบคุมอารมณ์ได้ สภาวะที่จะก่อให้เกิดเนื้อร้ายก็ไม่มี ก็จะไม่กลายเป็นเนื้อร้าย หรือแตกตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติ ถึงเวลาก็สลายตายไปตามวัฐจักร ประการหนึ่ง

ในขณะเซลล์ที่เป็นเนื้อร้ายแล้ว ก็ใช้สมุนไพร ไปก่อให้เกิดกระบวนการเร่งโต นั่นคือ ใช้ไฟธาตู เสมือนบ่มมะม่วง เซลล์ ก็จะเกิดสภาวะที่อึดอัด ไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต เหมือนคนเราอยู่ในที่ร้อนมากๆ ก็จะตายนั่นเอง

ความวิเศษของการตายแบบตายเองนี้ มีคุณยิ่งตามธรรมชาติ เพราะเมื่อตายแล้ว ก็จะอืด เมื่ออืดก็จะเกิดความเป็นพิษบวม เปล่ง แล้วแตก เหมือนศพนั่นเอง สิ่งนี้จะทำให้เกิดการกระจายของพิษไปติดกับเซลล์มะเร็งอื่น

เสมือนปลาเน่าตัวเดียวตายทั้งข้อง ฉันใดฉันนั้น เซลล์มะเร็งที่ตายตามธรรมชาติ จะก่อให้เกิดพิษ ทำให้ตัวอื่นตายไป แล้วก็จะลุกลาม ไปทุกพื้นที่ หลังจากนั้น ร่างกายก็จะกำจัดของเสียอันนี้ออกตามธรรมชาติ

คนเป็นมะเร็ง ที่ใช้แนวทางสมุนไพร เมื่อถึงระยะหนึ่ง ก็เป็นธรรมดา ที่บริเวณที่เป็นจะบวม เพราะเซลล์มะเร็งเริ่มตาย และร่างกายก็จะเริ่มขับของเสีย มีเลือด น้ำเหลืองไหลออกเป็นธรรมดา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ยิ่งออกยิ่งดี แลเลือดที่ออก เริ่มแรกก็จะเป็นเลือดเสียทั้งหมด จึงมีสีและกลิ่นรุนแรง และจะค่อยๆ กลายเป็นสีแดงขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพที่ฟื้นฟูกลับมา เมื่อฟื้นฟูหมด ร่างกายก็จะสร้างเนื้อกลับมาเหมือนเดิม

จึงไม่แปลก ที่คนป่วยมะเร็งเต้านม หลายท่าน เมื่อร่างกายสะสมสมุนไพรและแก้ไข อาจจะเริ่มมีรอยแดงช้ำ แล้วบวมขึ้น จนเปล่ง แล้วแตกออก หลังจากนั้นร่างกายก็จะดันก้อนเซลล์มะเร็งออก ระหว่างนี้ก็มีกลิ่นแรง กว่าจะหลุด น้ำตาเล็ดไปหลายกระป๋อง จนบางคน กล่าวว่า ยิ่งกว่าคลอดลูกสามคนรวมกันเสียอีก แลสามีบางคนถึงกับเอาก้อนเซลล์มะเร็งไปเผาไฟ เพราะความแค้นก็มี

หลักธรรมชาติ จึงต้องอาศัยความขันติอดทนมหาศาล แต่สิ่งที่เห็นได้เด่นชัด นั่นคือ ไม่มีผลเสียใดๆต่อร่างกาย

จึงไม่แปลกที่ว่า ทำไมสมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ทานไปเถอะ เหมือนอาหาร ไม่มีจำกัดปริมาณ ทานมาก ร่างกายก็จะไปสะสมเก็บไว้

และนั่นก็คือหนทางแห่งความประมาท ที่หลายคน เมื่อหยุดทานสมุนไพร ก็ยังมีสภาพที่ดีอยู่ จึงคิดว่าตนไม่ต้องทานแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว แท้ที่จริง ยังมีสมุนไพรสะสมอยู่ในร่างกายตนนั่นเอง ผ่านไปสักระยะ เมื่อหมดคลัง ความเลวร้ายก็จะกลับมาเยือน ทีนี้ลำบากแล้ว เพราะจะกลับมาทานอีกครั้ง เชื้อก็พัฒนาอาจดื้อสมุนไพรแล้วก็เป็นได้

ความวิเศษของสมุนไพร ที่ไม่ใช้การฆ่า หากแต่สามารถเร่งความแก่ และความตายให้เชื้อโรค เพื่อให้ตายเหมือนธรรมชาติ และสร้างพิษให้แก่พวกตน วิธีการแบบนี้ นักวิทยาศาสตร์ไม่มีทางค้นพบอย่างแน่นอน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า การฟื้นฟูตน ด้วยสมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเป็นหนทางที่เฉียบขาด มีแต่ผลดี ปลอดภัยที่สุด เพราะพระภูมี เป็นผู้เดียวที่ตรัสรู้ ความจริงของธรรมชาติ นั่นเอง

ส่วนหมอผี พิธีกรรม นั่นยิ่งเป็นการเพ้อฝัน คิดเอาเอง พอความจริงปรากฎ ความเจ็บมาถึง ก็รู้เองว่าฝันไป ว่าหาย

หนทางเดียวที่ลดต้นตอการเกิดโรค แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้พิจารณา ว่า อยู่ที่นิสัย ... ลดนิสัยได้ ไม่ว่าโรคอะไรก็ไม่เหลือ เพราะร่างกายก็เสมือนจักรวาล จักรวาลหนึ่ง หากไม่มีลมพายุอารมณ์โหมกระหน่ำ จักรวาลก็สมดุลย์ ความเสียหายคือโรคก็ไม่มีทางบังเกิด

ดูความจริงจากโลกที่เราท่านอยู่ แค่ลมหนาวแปรปรวนจากขั้วโลก เล่นเอาอากาศป่วนไปทั่วโลก เห็นๆกันอยู่ จักรวาลในตัวเราท่านก็เช่นกัน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เจอลมพายุอารมณ์ สร้างสภาวะป่วนปั่น ระบบก็รวน เกิดกรด ต่อมไร้ท่อ ไม่ทำงาน นั่นและเหตุแห่งโรค ... นิสัยตนนั่นเอง

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

โรคน่ากลัว


เราท่านที่มา เริ่มจากความกลัวในโรคที่เป็น สร้างทุกข์ความเจ็บ ความปวด ความทรมาน ประการหนึ่ง แต่ที่กลัวที่สุด ก็คือ ตาย ในวัยที่ยังไม่ควรตาย

จึงไม่แปลกทุกคนที่มา เริ่มแรกจึงมีความหวังเดียวคือ หายโรค

การทานสมุนไพร ทุกลมหายใจ จึงมุ่งไปที่ค่าของการตรวจ หรือตัวเลขของหมอ เป็นประเด็นสำคัญ

ความปลอดภัย จึงคิดว่า ขึ้นกับค่าอยู่ในเกณฑ์ ที่หมอพอใจ

หรือบางคนก็วิตก เมื่อน้ำหนักเพิ่มเอาเพิ่มเอา หรือ ลดลงฮวบๆ ขณะทานสมุนไพร

ความน่ากลัว จึงไม่ใช่โรคที่น่ากลัว แต่เป็นความวิตกจริตต่างหาก ที่กลับน่ากลัวกว่าโรค

ความคิดว่า สมุนไพรดี เมื่อทานแล้ว อาการต้องไม่มี ค่าต่างๆ ก็ต้องกลับมาอยู่ในเกณฑ์ของหมอ สภาพของตน ก็ต้องดูดี อะไรอะไรก็ดีไปหมด ....

หากแต่ความจริง ในทางเลือกสมุนไพรสูตรพระภุูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอว่า ไม่เป็นเช่นนั้นเลย

เพราะธรรมของพระภูมี มีไว้ให้ใช้กรรม ตลอดเส้นทางจึงต้องทุกข์ เริ่มตั้งแต่รสชาติของสมุนไพร การเข้ากระโจม การทนอาการ ที่จะเกิดจากโรค และที่สำคัญที่สุด ทุกข์กับวินัย

และที่ต้องทุกข์หนัก ด้วยความรู้ที่ว่า ต้นเหตุที่แท้จริงแห่งทุกข์ หาใช่โรคไม่ แต่เป็นกรรม หนทางแก้มีทางเดียว คือ ลดนิสัย

โรคน่ากลัว จึงเป็นเสมือนของเด็กเล่น แท้จริงหามีไม่ แต่ที่น่ากลัว คือ นิสัยตน ต่างหาก

สิ่งที่พระภูมีสอนให้ใช้ คือ สัจจธรรม คือ ความจริงตามธรรมชาติ

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า นั่นคือ ต้องเปลี่ยนตนเป็นคนจริง ยอมรับความจริง สิ่งที่ทำไว้แล้ว ก็ต้องใช้ สิ่งที่อยากให้เป็น ก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่

นิสัยเดิม สร้างทุกข์ไว้แล้ว คนจริงก็ต้องก้มหน้ารับ ไม่ปฏิเสธทุกข์ที่จะพึงเกิด เพราะทำไว้ แล้วเปลี่ยนมาใช้นิสัยพระพุทธเจ้า สร้างสุขไว้รอในวันหน้า

เมื่อใช้ย่อมหมด กลัวแต่คนที่อยากหมด แต่ไม่ยอมใช้

โรคจึงไม่น่ากลัว เพราะใช้ก็ต้องหมด กลัวแต่คนที่ไม่ยอมลดนิสัย หมดโรคนี้ โรคใหม่ก็มาแทน ไม่จบไม่สิ้น ซ้ำร้ายกว่า บางคน หนี้เก่าก็ไม่ยอมใช้ หนี้ใหม่ก็สร้างเพิ่ม แล้วก็มาโบ้ย ทำไมทานแล้วไม่ดีขึ้น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า ลืมไปเถอะว่ามาด้วยโรคอะไร ก้มหน้าใช้ ยังไงก็ต้องหมด ไม่ต้องไปสนโรค ควรจะให้ความสำคัญ นิสัยกรรม ที่จะต้องค้นให้เจอ แล้วเปลี่ยนมาใช้นิสัยธรรม ทำได้ โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว ทำไม่ได้ แค่โรคปวดท้องก็แก้ไม่ได้แน่แท้

เริ่มมาย่อมหวังหายโรค แต่เมื่อเรียนรู้ ควรจะหวังหายนิสัยกรรม เพราะนิสัยธรรมเท่านั้น คือ ความปลอดภัยสุดยอด ทั้ง โรคตายห่า และตายโหง