วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เหนือกว่าเยอะ

ศาสตร์ทางการแพทย์สมัยใหม่ และวิทยาการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ก้าวล้ำอย่างยิ่ง จนทำให้ความหวังของคนทั้งหลายทั้งปวง ที่อยากจะมีหนทางในการรักษาโรคทุกชนิด มีความเป็นไปได้ยิ่ง

แต่ก็เช่นกัน ปฏิเสธความจริงที่ปรากฎไม่ได้เลยว่า ทุกปี มีคนเป็นโรค และเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมาย ไม่ต้องมาก แค่โรคชั้นนำ ๕ โรค ที่เป็นกันมากและตายกันมาก ก็ย่อมต้องสะท้อนความจริงบางอย่างให้เห็นเช่นกันว่า ยังไม่มีวิทยาการใดๆที่จะสามารถแม้นแต่ทำให้อัตราการตาย และการเป็นโรค ลดน้อยถอยลงได้เลย

ย้อนกลับมาดูศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อที่จะให้ดำรงอยู่นั้น มิเพียงตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ศาสตร์นี้ช่วยให้คนทั้งหลาย มีเปอร์เซ็นต์ในการฟื้นฟูตน จนหายโรคได้ แลคนเหล่านั้นก็ยังมีตัวมีตน ปรากฎให้เห็นเป็นพยานชัด

๔ หากแต่เมื่อเจอกับพฤติกรรมของคนไทย ทำให้เราสงสัยว่า กรรมอะไรเล่าบังตา บังจิต บังใจ ถึงปานนี้ ศาสตร์ดีๆเช่นนี้ ไม่ช่วยกันทำ ไม่ช่วยกันรักษา มิใช่เพียงแค่ประโยชน์ตน แต่สำหรับคนที่เรารักก็พึ่งได้ คนทั้งหลายทั้งปวงก็พึ่งได้ มีผลสำเร็จ ดั่งคำโบราณ "ช่วยคน ดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น" อย่าว่าแต่คนที่ไม่รู้ไม่เห็น แม้นแต่คนที่มาพึ่งเอง คนส่วนใหญ่ก็วางเฉย ไม่รู้ ไม่สน ฉันมาเอาอย่างเดียว

มือน้อยๆ คนละมือ ช่วยกันทำ ก็ไม่เป็นภาระของใคร ช่วยกันทำ ช่วยกันใช้ ช่วยกันรอด แต่เมื่อคนส่วนใหญ่วางเฉย ให้คนส่วนน้อยทำ มิต้องมาก แค่ยามะนาว ยิ่งตอนนี้ฝนสลับอากาศร้อนเย็น อาการไอถามหา คนขอกันมากมาย แต่หาคนมาช่วยกันคั้น มาช่วยกันผ่า เลือดตาแทบกระเด็น กองไว้ไม่มีใครแล กลายเป็นคนที่ทำยาต้ม ยาอื่นๆ ต้องมาช่วยกันทำอีก เห็นแล้วน่าเศร้าใจ

แลก็เห็นข่าวทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อมีใครบางคนแค่ทำความดี วิ่งเพื่อหาเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ คนไทยแห่แหนไปสนับสนุน ไปวิ่งด้วย นับหมื่นนับแสนในพื้นที่ แม้นจะปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นเป็นสิ่งดี แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่า สิ่งนั้นจะช่วยชีวิตใครได้มากน้อยสักเพียงใด ผลจักเกิดสักเท่าใด แต่สมุนไพรทำปุ๊บ คนทุกข์รับไปทาน หายไข้ หายปวด ไปจนหายโรคได้ อย่างน้อยก็เป็นร้อยเป็นพันคน เห็นตำตา แต่ไม่มีคนอยากทำ

บทสรุป คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์จึงย้อนมาให้พิจารณาว่า คนทั้งหลายทั้งปวง เขาชอบอ่านประวัติศาสตร์ แล้วก็พูดดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ จะมีสักกี่คนเล่า ที่ทำตัวเป็นประวัติศาสตร์ แม้นแต่ห้องน้ำ เออน่ะห้องน้ำที่นี่ สะอาดดี น่าใช้ มีคนกล่าวมากมาย ชื่นชมมากมาย แต่จะมีใครแบกหิน แบกทราย ลงแรง อาบเหงื่อ เพื่อให้ได้มาซึ่งห้องน้ำ นี่แหละ คนที่เป็นผู้ให้ ย่อมมีค่าเหนือผู้รับ คนที่ทำตนเป็นผู้ให้ได้ ให้สุขแก่ผู้อื่น จึงสมควรหายโรค หายทุกข์ที่ตนมี

๘ พูดกันมาสามทศวรรษ ก็แล้วแต่ใครฟัง เลือกแล้วทำ จะเป็นเวสสันดร หรือจะเป็นชูชก วันที่ผลแห่งการกระทำปรากฎ ทำไมคนนั้นหาย ทำไมฉันไม่หาย ก็ได้แต่บอกว่า สถานที่นี้ ไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่ว่าจะบรมครูแม่ชีเมี้ยน พระพุทธ หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านอาสิ มีแต่คำสอน ที่ฟังแล้ว ไปพิจารณา ทำเพื่อช่วยตน ใครทำ ใครได้ ผลหายไม่หายจึงรู้แก่ใจตน ตั้งแต่วันแรกแล้ว

นี่แค่เสี้ยวของศาสตร์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หายโรคน่ะกระจอก แม้นจะเป็นปัญหาที่โลกแก้ไม่ตก ศาสตร์อันนี้ ยังสอนเลยไปถึงการป้องกัน การทำให้ไม่มีโรคได้อีกต่างหาก ศาสตร์อันนี้ คนไทยไม่อยากเรียน ไม่อยากไปวัดของแม่ชีเมี้ยน แต่อยากหายโรค อยากไม่มีโรค ... ก็คงได้แต่อยาก ไม่มีทางเป็นจริง

เราจึงนึกถึงคำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนเราว่า "อย่าดีแต่พูด ต้องทำให้ได้ด้วย ผลจึงเกิด" คนทั้งโลกเขาก็รู้ทั้งหมดทั้งสิ้น "ทำดี ได้ดี" แต่ใครหล่ะที่ทำได้ ผลผิดในวันนี้ กรรมชั่วบันดาลให้เกิดโรค เป็นทุกข์แล้ว แค่รู้ แค่พูด มันช่วยตนไม่ได้ จะเอ่ยอ้างว่าตนดีสักฉันใด ผลอันนี้มันก็ประจานอยู่ ว่า นั่นคือความคิด ว่าสิ่งที่ทำมันดี แต่ความจริงที่ทำ มันตรงข้าม

พระภูมีทุกพระองค์ ทำตนจนพ้นโลก พ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย และสอนสาวกที่เชื่อ แล้วทำตาม ให้ผลแบบเดียวกัน เป็นประจักษ์พยาน ผลที่ได้คือ สุข น่าสงสัย คนไทยบอกอยากมีสุข ศาสนาก็ชี้ช่อง แต่คนไทยเอามือซุกหีบ ไม่ทำ ... ไม่เรียกกรรม เรียกอะไร ฤาจะรอเครื่องมือแพทย์มาช่วยตน ครั้นพอใกล้จะตาย ก็ร้องหาศาสนา ช่วยด้วย ๆๆๆๆๆๆๆ เขาก็ย้อนกลับมาว่า ตอนที่ยังมีแรง มีกำลัง ทำไมจึงวางเฉย ไม่ทำสุขให้ผู้อื่น จะได้มีผลย้อนมาช่วยตน แล้วจะร้องทำไมเล่า ให้ผู้อื่นช่วย

วิทยาการของโลก แค่รักษาโรค ก็มองไม่เห็นทางแล้ว จะให้ทำไม่เกิดโรค ... ตายอีกกี่ชาติ เกิดใหม่มาก็ยิ่งไม่มีทางทำได้ ดันเชื่อ .... แต่ศาสนาทำได้ กลับวางเฉย ไม่ทำซะงั้น ... การพานพบศาสนา ก็สูญเปล่า แลพรหมลิขิตดีสักเพียงไหน เชื่อหรือว่า ชาติหน้า ชาติไหนจะได้เวียนมาพบศาสนาดีๆที่แม่ชีเมี้ยนนำมานี้อีก ด้วยพฤติกรรมในวันนี้ คงยากแล้ว

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สุข

คงไม่ใครคนใดที่ไม่ปรารถนาจะมีสุข ยิ่งโดยเฉพาะคนที่เวลานี้จมอยู่กับกองทุกข์ คือ โรค ที่บีบเค้นร่างกายและวิญญาณทุกเมื่อเชื่อวัน

จะด้วยบุญเก่า อย่างที่ อ.อร่าม มักกล่าวเสมอ หรืออะไรก็ตามแต่ พัดพาเราท่านให้มาถึงแผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ บทบัญญัติของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้พิจารณาว่า อันสุขนั้น จะแสวงหามาใส่ตนสักฉันใด ไม่ได้เลย หนทางที่จะทำให้ตนถึงซึ่งความสุข กลับกลายเป็นการตีวัวกระทบคราดซะงั้น นั่นก็คือ ต้องสร้างสุขให้ผู้อื่นก่อน แล้วผลนั้นจึงย้อนกลับมายังตน เฉกเช่นเดียวกับกรรมฉันใดก็ฉันนั้น ที่เราสร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น วันนี้มันย้อนมายังตนแล้ว

ภาพอันเด่นชัดของศาสนา ที่เป็นดินแดนสงบสุข ... สงบ แล้วจึงสุข ที่หลวงพ่อนิพนธ์พยายามสร้าง เพราะนั่นคือ เอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา

การมาเพื่อปลดเปลื้องทุกข์ของเราท่าน จึงมาหาความสงบ เพื่อสร้างสุข แต่ครั้นพอคนทั้งหลายมาแล้ว ดูตัวอย่างคนที่มาก่อน โฆษณาว่าสมุนไพรดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ทำลายศาสนาสิ้น นั่นคือ หาความสงบสุขไม่ได้เลย เอาแต่สมุนไพร

แม่ชีเมี้ยนชี้ให้เห็นว่า จะมาทำเพื่อช่วยคนหรือฆ่าคน หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนพระเสมอว่า การทำสมุนไพรช่วยคน อยากจะให้สมบูรณ์ ก็ต้องทำพร้อมกาย วาจา ใจ มิใช่ห้ามพูด หากแต่การพูดหรือใช้วาจา ก็ควรอยู่ในร่องธรรม พูดสิ่งที่ดี อาทิ คุยกันในเรื่องการปฏิบัติ หรือวินัยธรรมที่ตนสงสัย หากอยู่คนเดียว หรือไม่อยากคุย เอาชัว ก็สวดมนต์ไปทำไป

แต่ภาพที่ปรากฎในวันนี้ พอใจกับการอุทิศตนของตนแล้ว ฉันเป็นจิตอาสา มาทำก็เหนื่อย ค่าสูงส่งยิ่ง ดังนั้น ฉันก็ไม่ต้องสวดมนต์ตามที่ท่านอาสิสอนก็ได้ ฉันไม่ต้องควบคุม อยากพูดอะไรก็ได้ นั่นก็ยังพอทำเนา แต่คนไม่รู้มาทีหลัง เห็นรุ่นพึ่ทำแบบนี้ได้ ก็คิดว่าทำได้ ... เลยไม่เหลือภาพความสงบในหมู่จิตอาสาแทบจะให้เห็นเลย

น่าเสียดาย หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติว่า มือทำ เอาปากลบไปเสียหมด เลยยังไม่รู้ว่า ที่เหนื่อยนั้น ที่เสียสละนั้น จะเหลือกลับบ้านหรือเปล่า ก็ไม่แปลกใจ หลายคนบอก เป็นจิตอาสามาตั้งนาน สภาพของตนก็ยังมองไม่เห็นฝั่ง

บทสรุป ทุกวันนี้ จึงยังมองไม่เห็นร่องธรรมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ให้คนทั้งหลายเห็น พิจารณา แล้วทำตาม เพื่อยังผลของตนสมปรารถนาได้เลย ถ้าใครถามว่า ฉันจะหายโรคอย่างไร แรงที่ลงไปมากมาย ของทุกคน ผลที่ได้มันจึงน้อย

อยากจะเห็นความเฉียบขาดในการช่วยมนุษย์ให้หายโรค ของศาสนา ลองมองแผ่นดินนี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเสมือนวัด ทำตนเสมือนพวกที่ไปหาเจ้า นั่งสงบเงียบ ตั้งใจฟัง ยามที่จะขอหวย เป็นต้นแบบให้คนที่มาทีหลังเห็นว่า จะพึงรอด พระภูมีสอนว่าบูชาศาสนา ก็ด้วยลดกิริยา สร้างสุขให้ผู้อื่น

พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ ก็บอกว่า "มีที่เว้นบ้าง" มิใช่จะเอาแต่นิสัยสันดานตนมาใช้ ไม่มีที่เว้นเลย แล้วจะให้กรรมมันเว้น ได้อย่างไร

ถามตนเองก่อน พฤติกรรมของเรา สร้างสุขให้ผู้อื่นหรือไม่ ก็คนที่หนึ่งคุย คนที่สองมา มันก็คุยตาม สามสี่ห้า จะไปเหลืออะไร มันก็นึกว่าคุยแล้วก็รอดได้ เท่ากับชี้ช่องผิด หรือพูดง่ายๆ กำลังฆ่าคนนั่นเอง แล้วผลที่จะย้อนกลับมายังตน จะเป็นอะไร เป็นสุขได้หรือ หายโรคได้หรือ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า หลักศาสนาเป็นหลักปราชญ์ ดังนั้น ดูง่ายใครจะรอด ใครจะหาย ก็ถ้าพฤติกรรม ในระหว่างกิจกรรมของศาสนา กับภายนอกมันเหมือนกัน ก็เรียบร้อย ใครที่มีสติ อยู่ในกรรมฐานสงฆ์ ในการทำกิจกรรม สงบได้ นั่นแหละรอด

มาร่วมสร้างแบบอย่างที่รอด กันดีกว่าไหม แบบที่มาแล้วช่วยไม่ได้ มีเต็มโลกแล้ว

ก็อย่างที่ท่านอาสิสอน อย่างน้อยก็ทำเพื่อแสดงความกตัญญู ต่อศาสนา ต่อพระพุทธ ต่อหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ทำให้เราท่านมีโอกาสพ้นทุกข์ โชว์ให้โลกเห็น ได้เป็นทางเลือก ว่า หากอยากจะหายโรค ทำได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมตนบางสิ่งบางอย่าง บางเวลา และให้สุขแก่ผู้อื่น หนีความวุ่นวายโลกภายนอก มาสงบตนในแผ่นดินนี้ นี่แหละช่วยตนพ้นทุกข์ได้ ได้ทั้งสุขกายคือ หายโรค และสุขนิสัย อันจะเป็นเครื่องมือสร้างกรรมดีรอตนในวันข้างหน้า

วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สวนทาง

ความจริงของโลก พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่มีมนุษย์หรือสรรพสัตว์ใดในโลกที่จะเหนือกรรม หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นั่นคือ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์เดียวในโลก"

หากเราท่านย้อนไปดูประวัติศาสตร์ แล้วตั้งคำถาม แล้วพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ใช้สิ่งใดเล่า จึงสามารถชนะกรรมได้ แม่ชีเมี้ยนก็ตรัสชี้ให้เห็นว่า นั่นคือ ปัญญาของโลกุตตระ และอำนาจธรรม

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้พิจารณาว่า ก็แล้วพระพุทธเจ้าทำอย่างไร จึงหนี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เล่า ก็ด้วยการตัดกิเลส นิสัย สันดาน อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เมื่อหันกลับมายังเราท่าน ปรารถนาก็เพียงแค่หายโรค ซึ่งเป็นงานที่ง่ายกว่าเยอะ และทำได้

แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาการกระทำ ที่ชี้จุดว่า เหตุเกิดจากนิสัย ปฐมบทที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำ คือ การลดนิสัยกาย ด้วยการเปลี่ยนเป็นเพศบรรพชิต หรือบวช แล้วจึงตามด้วยลดนิสัย วาจา และ ใจ

การหายโรค ย่อมหลีกหนี การต้องเปลี่ยนนิสัยไม่ได้เลย คนที่มาเพื่ออยากหายโรค แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า ก็ต้องทำตนเป็นพระขอนิสัย

เพราะนิสัยใหม่ การกระทำใหม่ อันเป็นนิสัยของพระพุทธเจ้า จักทำให้พรหมลิขิตของเราท่านเปลี่ยนได้ พ้นโรคได้ และมีชีวิตที่ปลอดภัย

ยุคถ้ำกระบอก คำถามที่คนทั้งหลายมักจะเจอ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหนัก ก็คือ บวชได้ไหม ถ้าไม่ได้ ก็กลับบ้านไป

หลวงพ่อนิพนธ์ แปลความให้ฟังว่า นั่นหมายความว่า หากจะเอาเป็นมาตรฐาน ที่คนอยากหายโรค ต้องทำ และเมื่อทำได้ ก็สมปรารถนาทุกตัวคน นั่นก็คือ เปลี่ยนกายเป็นสงฆ์ แล้วเรียนรู้ ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดนิสัยใหม่แก่ตนให้จงได้ เมื่อทำได้ ก็ได้พรหมลิขิตที่ดี ชีวิตปลอดภัย แล้วมีร่างกายสุขภาพดีเป็นของแถม สึกออกไป ก็จะพบแต่สุขสมปรารถนา

หากมาวันนี้ คนก็ยังคงอยากได้ตามหวัง แต่พฤติกรรมการกระทำ กลับสวนทางกับสิ่งที่คนรักษาบอก แทบจะทุกตัวคน

บวชได้ไหม ... ไม่ได้ มีภาระเยอะ ... มาปฏิบัติกิจ สัปดาห์ละครั้งที่วัดได้ไหม .. ไม่ได้ ... ไม่ว่าง ไม่มีเวลา ... มารับสมุนไพร สัปดาห์ละครั้ง และทำกิจกรรม ได้ไหม ... ไม่ได้ มีเหตุผลร้อยแปดพันเก้า ที่จะไม่สวดมนต์ ไม่พัฒนาตนใดๆเลย สิ่งที่คนรักษาบอก ทำแล้วช่วยตนได้ วางเฉย แต่สิ่งที่หมอบอก เจ้าบอก เจ้าพิธีบอก ทำตามหมด ไม่มีบิดพริ้ว ทั้งๆที่สิ่งเหล่านั้นช่วยตนไม่ได้เลย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเสมอว่า มันจึงเป็นการยาก ที่จะหวังผล เพราะคนทั้งหลายทั้งปวง เอาตนเป็นที่ตั้ง ไม่ทำตนเหมือนไปหาหมอ ที่บอกอะไรก็ทำตาม อย่างเคร่งครัด สถานที่นี้ ใครทำตาม และทำได้ มาตรฐาน การันตีได้รอดทุกตัวคน และกลายเป็นคนดี ที่สังคมอยากได้ ไม่มีใครอยากทำ แต่ทุกคนอยากรอด ก็คงได้แค่อยาก แต่ไม่รู้จะรอดหรือไม่

หนักไปกว่านั้นอีก หนทางรอดที่เกิดจากความสงบ แต่คนที่อยากรอด กลับมาทำลายสิ้น ใช้นิสัยตน อ้างตนเป็นจิตอาสาบ้าง เป็นแล้วคุยได้ สถานที่สงบทำให้คนรอด ก็เลยกลายเป็นชวนกันมาตาย เพราะคนที่มาไม่รู้ เห็นคนมาก่อน คุยได้ เล่นได้ ไม่ต้องสงบ กูก็ทำมั่ง

เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องแยก อยากทำแบบชิวๆ เล่นกันตามสันดานนิสัย ก็ไปมูลนิธิ ที่ซึ่งวัดดวงกันเอาเอง จะหาผลเป็นแก่นสารไม่ได้ ใครทำใครได้ กับสถานปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ที่ซึ่งเดินตามมาตรฐาน ของพระพุทธศาสนา เป็นที่สงบ เป็นที่ปฏิบัติ ฝึกสร้างนิสัยพระพุทธ ที่ใครทำได้ การันตีรอดทุกตัวคน

แต่ก็นั่นแหละ คนทั้งหลายก็อ้างความเห็น ความจำเป็น ปฏิบัติ เริ่มที่การบวช เปลี่ยนกายก่อน ก็ต่อรอง ... ไม่รู้หรอกว่า ไม่คิดหรอกว่า ... ถามกรรมเขาแล้วหรือยัง เขาจะยอมหรือไม่

ยิ่งพฤติกรรมสวนทางกับมาตรฐานเท่าไหร ยิ่งห่างไกลผลที่จะพึงได้เท่านั้น สถานที่สร้างเป็นเอกลักษณ์ของศาสนา เพราะเล็งเห็นว่า ความสงบ จึงเป็นบ่อเกิดหนทางช่วยให้รอด รู้แล้วควรช่วยสร้างหนทางรอด แต่มองดูความจริง ยิ่งอยู่นาน ยิ่งทำลาย มันกลายเป็นตลาดไปแล้ว เล่นบรรเลงกันมั่ว .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติว่า "ตลาดมันช่วยใครได้บ้างเล่า"

วันหนึ่งสมุนไพรที่รับจากมูลนิธิก็จะด้อยค่าลง กลายเป็นเสมือนกินน้ำ ก็เท่านั้น

ฤาถึงเวลาแล้ว ที่วัดกันไปเลย ใครอยากรอดก็บวช ใครไม่บวชก็บ้านใครบ้านมัน เหมือนยุคถ้ำกระบอก ของแม่ชีเมี้ยน ... จะมาเสียเวลากันทำไม เมื่อทำแล้วไม่ได้ผล ช่วยแล้วไม่ได้คนดี ทำเสมือนศาสนาเป็นขี้ข้า

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44