วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทางเลือก


มาถึงวันนี้สัญญาณที่เกิดน่าจะบ่งบอกได้ว่า คนที่จะมาเดินทางเลือกสายนี้ ต้องพึ่งตนเอง เพียงอย่างเดียว โดยอาศัยคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ มาเป็นเข็มทิศ

การมาโดยไม่ทำอะไรเลยดั่งวันวาน อาศัยฤทธิ์ของสมุนไพร และความเมตตาของหลวงพ่อนิพนธ์ที่แบ่งบุญมาช่วย ทำให้ผลแห่งการทานบังเกิด ถึงตอนนี้ฟ้าดิน เขาปิดหนทางนี้เสียแล้ว

นั่นหมายความว่า ผลที่จะเกิดนับจากนี้ ใครทำ ใครได้ ไม่มีตัวช่วยนั่นเอง

คณะกรรมการบางท่าน ให้ความเห็นว่า สภาพของสมาชิกวันนี้ส่วนใหญ่ไม่เดินตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ดูจากการไม่ให้ความเคารพสถานที่ ไม่หยุดพฤติกรรมของตน อยู่ในความสงบ ยามเข้าห้องสวดมนต์ คุยกัน อ่านหนังสือ เล่นเกมส์ เล่นโทรศัพท์ ยามทานสมุนไพร รับสมุนไพร ก็หาความสงบไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ช่วยดูแลสถานที่ ทิ้งขยะ วางเก้าอี้ทิ้ง เปิดก๊อกทิ้งไว้ วางภาชนะที่ทานแล้ว ทิ้งขว้างไม่นำมาในที่เก็บ

สิ่งเหล่านี้หลวงพ่อนิพนธ์ร้องขอมาตลอด ที่สำคัญสมุนไพรก็ยังคงเป็นการทิ้งภาระให้หลวงพ่อนิพนธ์ ยังไม่มีวี่แววว่า สมาชิกจะช่วยกันนำมาคนละนิดละหน่อยให้เห็น

หลายท่านจึงเสนอว่าเมื่อแก้ไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่อง ก็โละกระดานทิ้ง ปิดบริการชั่วคราว ทางหนึ่งเพื่อให้ช่วงนี้หลวงพ่อนิพนธ์ได้พักผ่อนเต็มที่ ทางหนึ่งก็เริ่มกันใหม่ เลือกเอาเฉพาะคนที่เข้าใจ พูดกันรู้เรื่อง ถึงจะมีจำนวนน้อยลง แต่ก็เอาผล ทุกคนช่วยกันไม่เป็นภาระแก่หลวงพ่อนิพนธ์ดั่งเช่นในวันนี้

พูดง่ายๆ เอาเฉพาะคนทำได้

กรรมการหลายคนก็เห็นด้วย แต่ก็กล่าวว่า น่าจะให้โอกาสแก่สมาชิกก่อน ตอนนี้ก็มีพระ ลองให้พระสอน และปรับเปลี่ยนกิจกรรม ดูผลสักระยะ หากไม่ดีขึ้น จนพระเองก็รับพฤติกรรมสมาชิกปัจจุบันไม่ได้ ก็ปิดไปก่อน

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ศาสน์เขาไม่ดูปริมาณ แต่ดูคนทำได้ เมื่อสอนไปแล้วไม่ทำตาม ผลก็ไม่เกิด นั่นคือ คนเหล่านั้นเขาไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย ไม่แก้กรรม เอาแต่สมุนไพร เมื่อเป็นเช่นนี้ ทานไปก็คงไม่ถึงหาย อบ่างดีก็แค่ยืด การทำก็เสียเปล่า ทั้งคนทำคนทาน

ท่านชลอ พระของหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หากภาพความสงบไม่เกิด พระก็คงต้องลากลับไปอยู่สำนัก เพราะนั่นคือการทำที่เสียเปล่า ทานสมุนไพรมะพร้าว ก็หาความสงบไม่ได้ รับสมุนไพรก็หาความสงบไม่ได้ ก็นี่มันของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อนิพนธ์เอามา จะยอมให้ลิง มาเล่น มาลูบหัว ได้อย่างไร บ้านใตรบ้านมันดีกว่า พฤติกรรมของคนเยี่ยงนี้น่ารังเกียจ ศาสนาเขาไม่ให้คบ ขาดกตัญญู ขาดคุณสมบัติ ไม่ควรที่จะเกื้อกูล

ศาสน์มีไว้เกื้อกูลคนดี ที่อาจหลงผิด เมื่อได้มาเจอ ก็ลดกิริยา ฟังคำสอน เอาไปพิจารณาแล้วปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

ใครไม่อยากได้ เขาก็ไม่ยุ่งด้วย ใครอยากได้ก็ทำเอา

เราจึงอยากกระซิบ ตอนนี้ยังมีโอกาสก็ทานไป วันไหนที่พระและกรรมการลงความเห็น ว่าไม่ไหวจะเคลียร์ ก็จะเห็นป้ายปิดแขวนไว้ เหมือนในอดีตที่ทำมาแล้ว

อยากได้ก็ช่วยกันบอก ช่วยกันทำ หากปล่อยถึงวันนั้น ก็ตัวใครตัวมัน กรรมใครกรรมมัน กลับไปให้หมอเชือดอีกครา

หากเราท่านพึ่งตนได้ หลวงพอนิพนธ์ก็ไม่ต้องมาเปลืองบุญกับเราท่าน เก็บบุญไว้ช่วยตน ท่านก็จักฟื้นได้ในเร็ววัน

ถึงเวลาที่เราท่านต้องเลือกแล้ว เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตนให้เข้าตามครรลองคลองธรรม ตามหลวงพอนิพนธ์ชี้ช่อง หรือเลือกเก็บนิสัยเดิมไว้ แล้วทำให้สถานที่นี้ต้องปิดลง ตัวเองก็กลับไปหาหมอ นอนเตียงเดิมที่เคยทิ้งมา

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

พระพุทธเจ้า

พวกนอกศาสนา ทำวินัยของพระพุทธเจ้าไม่ได้ จึงพยายามยกพระพุทธเจ้าว่าเลิศเลอ จนสูงเสียดฟ้า ... ไม่มีเกศ ก็บอกว่ามีเกศ.. เป็นคนธรรมดา ก็บอกว่าเป็นคนวิเศษ เกิดมาเดินได้เลย มีดอกบัวรองรับ ...

แม่ชีเมี้ยน ชี้ให้เห็นว่า เหตุก็ด้วย ทำให้คนทั่วไป เมื่อพิจารณาตน ก็จักเห็นว่า เราไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็คงทำตนเยี่ยงพระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

จากคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ในวันงาน จักเห็นว่า พระพุทธเจ้ามีมาทุกยุคทุกสมัย ... แลที่สำคัญ ท่านตรัสสอนว่า พระพุทธเจ้านั้น เป็นคนธรรมดา เป็นกษํตริย์ก็มี เป็นคนจนก็มี ...

อย่าไปเชื่อคัมภีร์เหล่านั้น จนทำให้เราท่านสร้างภาพพระพุทธเจ้าว่า ต้องมีรัศมีส่องประกาย ต้องมีผิวพรรณ เหลืองอร่ามเป็นทอง มีเกศ ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ยามใดที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ เราท่าน ก็จักเห็นพระองค์ทรงเป็นเหมือนคนทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น ผิวก็อาจจะคล้ำดำ เพราะตากแดด เดินธุดงค์เป็นวินัย ยามชรา หนังตาก็หย่อน ผิวก็เหี่ยว

หากแต่พระพุทธเจ้าและสาวกทุกพระองค์ของท่าน แม้นจะแก่สักฉันใด ก็เป็นเพียงตัวเลย สังขารยังเป๊ะ ตาไม่ฝ้าฟาง เดินหลังตรง สามารถทรงวินัย ฉันมื้อเดียว เงินทองไม่รับ รถเรือไม่ขึ้น ไปไหนก็เดิน มีธุดงค์เป็นวัตร .. ได้สบาย ที่สำคัญ ไม่มีโรค

ไม่มีหรอกหมอชีวก ที่ไปรักษาพระพุทธเจ้า มันแต่งขึ้นมาเพราะรู้ว่า สักวันหนึ่ง หมู่คนของพวกที่แต่งขึ้นมาต้องเป็นโรค ความจะแตก พระพุทธเจ้าแลสาวก เขาพึงตน .. ไม่พึ่งหมอ

และคำหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงวิพากย์วิจารณ์ศาสนาของไทยในปัจจุบัน คือ "มันเป็นศาสนาพูด ดีแต่พูด" หากแต่ศาสนาของพระพุทธเจ้า นั้นเป็น "ศาสนาทำ" รักวินัยยิ่งชีพ

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยอรรถาธิบายความต่างของศาสนาพูด กับ ศาสนาทำไว้ว่า มันต่างที่วินัย ... พวกถือศีล เขาจึงต้องมีข้ออนุโลม ในขณะที่วินัยของพระภูมี ถือเป็นเด็ดขาด ผิดไม่ได้ มีชีวิตเป็นเดิมพัน

เราท่านจึงได้ยินเรื่องเล่าของหลวงพ่อนิพนธ์เสมอ ในยามธุดงค์ฺ แม้นจะอาพาธสักฉันใด ก็ทานได้มื้อเดียว แลต้องเดิน ขึ้นรถไม่ได้ ไม่ไหวพระรูปอื่นก็ช่วยกันประคองไป

จึงไม่แปลกว่า พระของแม่ชีเมี้ยนทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นพระโคดม ในอดีต หรือ พระในยุคหลวงพ่อนิพนธ์ ที่อาพาธแต่ไม่ยอมขึ้นรถ แลเมื่อมีพระนั่งรถมาจอดนิมนต์ให้ขึ้น แล้วไม่ขึ้น พอขึ้นรถก็ได้ยินเสียงตระโกนแว่วมาว่า ... "พวกนี้มันบ้า"

ไม่มั่นใจ ก็อย่ารับวินัย อย่าวางสัจจะ หากไม่แน่ใจ ก็เริ่มจากระยะเวลาน้อยๆ ทำได้ค่อยเพิ่มไปทีละน้อย ... จำไว้ เดิมพันคือชีวิต

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยอุปมาให้ฟัง การทำนิสัย ก็เสมือน การปลูกหญ้าในพื้นที่แปลงใหญ่ ขอเพียงให้ปลูกต้นแรกได้ แลไม่ตาย เดี๊ยวมันก็โต แล้วกระจายไปเต็มแปลง ...

นิสัยกรรม แล นิสัยธรรม เป็นเฉกเช่นเดียวกัน ขอเพียงเริ่มจากหนึ่ง มันก็จะเพิ่มสองสาม ตามมา

ไม่ต้องแปลกใจในคำที่ได้ยินบ่อยๆ ทานเหล้าแค่แก้วครึ่งแก้วไม่ติดหรอก ในไม่ช้า เราท่านก็เป็นนักเลงเหล้า แค่ลองสูบครั้งเดียว ไม่เป็นไรหรอก ไม่นานก็เป็นสิงห์อมควัน ฉันใดก็ฉันนั้น

ที่สำคัญ ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องทำตาม ใครฟัง พิจารณาแล้วเชื่อ ก็มาทำ .. แล้วดูผลจากการกระทำของตน นี่จึงเรียกหลักพระภูมีว่า "หลักเหตุ และผล"

เรื่องเล่าแม่ชีเมี้ยน

วันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยนปีนี้ เราท่านจะได้ยินได้ฟังภาษาต่างดาว ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน

เริ่มจากบทสวดมนต์ ที่เราท่านไม่เคยได้ยินจากที่ได้มาก่อน ซึ่งนอกจากบทสวดมนต์ที่สวดกันเป็นประจำสองบทแล้ว ปีนี้ได้มีโอกาส ได้ยินบทสวดมนต์ของอดีตพระถ้ำกระบอก ที่แม่ชีเมี้ยน เป็นผู้บอกให้พระจด แล้วใช้สวดกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ นำมาให้พระใช้สวด จำนวน ๑๙ บท จากบทสวดมนต์ทั้งหมดกว่า สามร้อยบท

ดูน่าอัศจรรย์ สำหรับลูกชาวนา ที่ไม่เคยเรียนหนังสือ ไม่เคยไปโรงเรียน อ่านเขียนไม่ได้

หากแต่ใครทีอาจตั้งใจฟังเป็นพิเศษตอนพระสวดมนต์ ก่อนจะสวดมนต์ ท่านแต่ละองค์จะท่องบทสวดมนต์เฉพาะตน ซึ่งเรียกว่า "บทสำรวม"

จักเห็นได้ว่า แต่ละองค์ท่องเฉพาะตน บทสำรวมนี้ยิ่งน่าอัศจรรย์ไปยิ่งกว่า เพราะ มีทุกภาษา ไม่ว่า จีน ไทย พม่า อังกฤษ ... ตามแต่แม่ชีเมี้ยนจะเห็นสมควรแกพระรูปนั้นๆ ในยุคถ้ำกระบอก

อดีตมีพระคนไทย ที่เรียนจบได้อันดับสองของประเทศฮอลแลนด์ ในสาขาที่เรียน แล้วมีโอกาสได้มาบวช หลวงพ่อนิพนธ์ให้บทสำรวมภาษาอังกฤษแก่ท่าน ... สร้างความทึ่งให้แก่พระรูปนั้น รำพึงว่าแม่ชีเมี้ยนแต่งได้อย่างไร

และที่โชคดีสำหรับผู้มางาน หลวงพ่อนิพนธ์ได้เลือกคำสอนของแม่ชีเมี้ยน มาให้ฟัง และเป็นหนึ่งในคำสอนที่เป็นประโยชน์ยิ่ง

เราจึงอยากตอกย้ำคำสอนที่ได้ฟังอีกครั้ง ที่ทรงตรัสว่า ... เมื่อเราท่านได้มาพานพบศาสนา ก็ต้องลดกิริยาลง เป็นบางสิ่งบางอย่าง

ศาสน์ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ... นำมาทำไม นำมาสอนสัตว์ ให้เป็นมนุษย์ สอนมนุษย์ให้เป็นสงฆ์ สอนสงฆ์ให้เป็นอรหันต์

ก็แล้ว ความเป็นสัตว์ มนุษย์ สงฆ์ แลอรหันต์ .. นั้นแยกกันตรงไหน ก็ตรงนิสัยนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า กรรมมันจำนิสัย ... และผลแห่งการกระทำ อันเมื่อทำแล้วก็จักเป็นตัวกระทำ ที่แม่ชีเมี้ยนทรงย้ำว่า ไม่ตายเลย กรรมหรือตัวกระทำนี้แหละเป็นตัวนำเกิด ...

อยากเป็นแบบไหน ... ก็อาศัยสัจจธรรมที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมา มานำตน แล้วเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนพฤติกรรมของตน พัฒนาตน ให้พ้นจากสัตว์ ไปเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ไปเป็นสงฆ์ หากทำได้บริสุทธิ์ หมดกิเลส ก็จักเป็นอรหันต์

และบทส่งท้าย ที่เราท่านได้ยินได้ฟัง นั่นคือ คำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่แยกย่อยธรรม กรรมของสัตว์โลก มาให้ฟังและพิจารณา จากบทสวดสังคหะที่พระได้สวดให้ฟัง

เราท่านจึงได้พอรู้ว่า กรรมอะไรทำให้เราท่านต้องไปเกิดเป็นกิ้งก่า กรรมอันใดทำให้เป็นตะขาบ .. แล้วนิสัยพฤติกรรมอันใดที่จะทำให้เราท่านเดินผ่านกรรมอันนั้นได้ ...

เราจึงอยากย้ำท่อนสุดท้ายในการแยกธรรมหมวดนี้ของแม่ชีเมี้ยนที่ทรงตรัสถึง คำรำพึงรำพันของพ่อแม่เราท่านที่ได้ตายไป แล้วตกอยู่ในกรรม ก็อยากที่จะร้องบอกลูกหลาน ว่าการกระทำที่ผิด จักเกิดทุกขเวทนาแสนสาหัส .. ไม่อยากให้เดินตาม ... และร้องเติอนว่า "อย่าทำชั่ว"

หลักของแม่ชีเมี้ยน ที่ทรงชี้ว่า ทางที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงใช้ ไม่ใช่ศีล หากแต่เป็นสัจจะ ที่ใช้เป็นวินัยบังคับตน บังคับนิสัยและพฤติกรรมแห่งตน

คุณดาก็ได้ประกาศให้ฟังแล้วว่า ด้วยความเมตตาที่หลวงพ่อนิพนธ์มีให้แก่เราท่าน ท่านจึงใช้บุญของท่านเป็นหลักในการช่วย ทำให้สมุนไพรมีอำนาจ เมื่อเปิดโครงการมะเร็งแลอัมพฤกต์เต็มตัว ยิ่งต้องใช้บุญมาก จึงไม่เหลือมาช่วยตน เมื่อกรรมของท่านอาศัยจังหวะนี้มายังท่าน จึงไม่มีบุญมาช่วยตน

ณ.วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์คงทำเช่นเดิมไม่ได้ ต้องเก็บบุญของท่านมาช่วยตนก่อน นั่นหมายความว่า ต่อแต่นี้ สมุนไพรที่เราท่านทาน นอกจากฤทธิ์ที่แม่ชีเมี้ยนให้ ก็ต้องพึ่งพาบุญของตนที่ทำเอง เพื่อเสริมฤทธิ์สมุนไพร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้เราท่าน ทำสัจจะ ๒ ข้อ ในวันที่มา นั่นคือ ข้อไม่โกรธ และ ไม่ติเตียนผู้อื่น วันละสองชั่วโมง

อ.อร่าม จึงสรุปให้ฟังว่า นับจากนี้ไป คนป่วยจะแยกออกเป็นสองพวกอย่างเด่นชัด จากการกระทำของตนนั่นเอง ว่ามีบุญไปช่วยตนหรือไม่ คนที่ทำสัจจะได้ ตามคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ผลก็จักเกิดมหาศาล อาการของตนก็ฟื้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนที่ไม่ทำ อาศัยการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ซึ่งตอนนี้ไม่มีบุญของหลวงพ่อนิพนธ์สนับสนุน เหลือแต่ฤทธิ์ของสมุนไพรเพียงอย่างเดียว .. อย่างดีก็คงจะได้แค่ทรง หรือยืดไประยะหนึ่ง ...

นี่คือสัญญาณ ... ที่แม่ชีเมี้ยน ทรงบอกให้ทราบแล้วว่า นับแต่นี้ ... ใครก็ช่วยใครไม่ได้ ... นอกจากตนของตน ... จึงเป็นการก้าวเข้าสู่ หลักตนพึ่งตน ของพระภูม่ีเต็มตัวแล้ว นับจากนี้