วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด


หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาให้ฟังเสมอ การขาดความรู้ ทำให้เราท่านตกเป็นเหยื่อความกลัวที่พ่อค้า ร่วมกับหมอ ในวงการแพทย์ ใช้หากินกันมาตลอด

พุทธสุภาษิต "กระต่ายตื่นตูม" จึงใช้ได้ดีในยุคนี้ อาการที่เราท่านเป็น ไม่น่ากลัว ปัญหาก็เล็กน้อย แต่ด้วยความกลัว เพราะความน่าเชื่อถือของคนพูด ของที่มาของข้อมูล จากแหล่งที่มีชื่อเสียง ... นั่นเอง หากแต่นับแต่พุทธกาล บทกาลมสูตร ไม่ให้เชื่อสิ่งใดง่ายๆ ก็หยุดไม่อยู่

จึงขอยกบทความของนายแพทย์ชื่อดังของเมืองไทยท่านหนึ่งมาให้พิจารณากัน

ผม สันต์ ใจยอดศิลป์ นะครับ 

เมื่อตะกี้เจอกันนอกห้อง มีท่านหนึ่งทักผมว่าถ้าดิฉันโชคดีมีสุขภาพดีอย่างคุณหมอก็คงจะดี ซึ่งผมยังไม่ทันได้ตอบเพราะเจอกันแป๊บเดียว ขอตอบตอนนี้เสียเลย ว่าผมเองตอนตั้งต้นก่อนเกษียณก็ไม่ได้มีสุขภาพดีนะครับ จริงๆ แล้วตอนก่อนเกษียณผมก็เป็นคนป่วยหลายโรคเหมือนหลายๆ ท่านในห้องนี้เนี่ยแหละ

ผมจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังนะครับ คือตัวผมนี้ความจริงเป็นหมอหัวใจ หรือพูดให้ชัดกว่านั้นอีกหน่อยก็คือเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ ความชำนาญของผมก็คือผ่าตัดแก้ไขหลอดเลือดหัวใจตีบหรือที่เรียกว่าผ่าตัดบายพาส การใช้ชีวิตในวัยทำงานของผมก็ค่อนข้างใช้แบบสำบุกสำบันเหมือนกับหลายท่านในนี้ซึ่งผ่านวันเวลาแบบนั้นมาหมาดๆ คือทำงานมาก มากเกินไป และไม่ได้สนใจที่จะฟูมฟักดูแลร่างกายมากนัก เพราะมันก็ดีๆ ของมันอยู่ การผ่าตัดหัวใจเป็นงานที่มักจะต่อเนื่อง พูดง่ายๆ ว่าติดลม บางวันกว่าจะเสร็จก็สามสี่ทุ่ม กลับถึงบ้านก็ใกล้เที่ยงคืนไปแล้ว ลูกเมียเขาหลับกันหมดแล้ว ผมต้องไปค้นตู้เย็นหาอะไรกิน เมียเขาจะจัดอาหารโปรดของผมไว้ คือเค้กซาราลี บัทเทอร์เค้ก นั่นแหละของชอบ ผมกินมันทุกคืน แล้วผมเนี่ยสมัยที่ทำงานอยู่ไม่ดื่มน้ำเปล่านะครับ ดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า วันหนึ่งก็หนึ่งลิตรขึ้นไป เพราะดื่มน้ำเปล่ามันไม่สะใจ แล้วเราก็มีเงินซื้อ ใครจะทำไม ในที่ทำงานผมดื่มกาแฟวันละหลายแก้วเพราะทำงานบริหารด้วย เวลานั่งประชุมฟังลูกน้องพูดเพ้อเจ้อผมก็จิบกาแฟไป วิธีชงกาแฟของผมก็เป็นมาตรฐานไทยแลนด์ คือ ทรี-อิน-วัน หมายความว่าน้ำตาล ครีมเทียม กาแฟ ผสมกันมาเสร็จเรียบร้อยในซองเดียว ใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมา จนถึงวันที่เริ่มป่วย

ตอนนั้นผมอายุห้าสิบปลายๆ แล้ว มันเริ่มด้วยอาการเวลาทำงานมากๆ แล้วแน่นๆ หน้าอกไม่สบาย จิตใจก็ค่อนข้างหงุดหงิดงุ่นง่านจนลูกน้องเข้าหน้าไม่ติด ตอนนั้นทำสองจ๊อบ คือเป็นหมอผ่าตัดหัวใจด้วย เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย วันหนึ่งตอนเลิกงานประมาณเกือบสามทุ่ม เลขาหน้าห้องมาดักรอผมอยู่ที่ประตู แล้วรวบรวมความกล้าบอกผมว่า

“อาจารย์รู้ตัวหรือเปล่าคะ ว่าอาจารย์นะ...หงุดหงิด”

พอเจอจิ้งจกทัก ผมก็มานั่งมองตัวเอง เออ..สงสัยเราจะป่วยจริงๆ แฮะ จึงหยุดงานไปให้หมอรุ่นน้องตรวจประเมินสุขภาพอย่างจริงจัง โดยธรรมชาติของหมอจะเหมือนกันทั้งหมอไทยและหมอฝรั่ง คือไม่เคยทำการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะถือว่าตัวเองเป็นหมอดูแลตัวเองอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เมื่อผมตัดสินใจไปตรวจสุขภาพประจำปี ก็ได้มาหลายโรค อย่างแรกก็คือความดันเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สองก็คือไขมันในเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สามก็คือเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งทราบได้จากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจดูแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจ อย่างที่สี่ก็คือลงพุง คือน้ำหนักเกิน และส่วนใหญ่มาอยู่ที่พุง ไม่อ้วน แต่หุ่นเป็นแบบไอ้เท่งหนังตะลุง คือหลังค่อมพุงแอ่น นั่นคือตัวผมเมื่ออายุราว 56 ปี หมอรุ่นน้องซึ่งเป็นหมออายุรกรรมหัวใจก็ให้ยามาหลายตัว หนึ่งโรคก็หนึ่งตัว แถมอีกตัวหนึ่งคือยากล่อมประสาท แสดงว่าหมอเขาคิดว่าผมเป็นโรค ปสด. ด้วย

ผมกินยาตามหมอสั่งได้สองเดือนโดยใช้ชีวิตแบบเดิม ทำงานเหมือนเดิม อาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจไม่มีอะไรดีขึ้น แถมมีอาการซึมกะทือจากยากล่อมประสาทอีกด้วย จิตใจก็แย่ การเป็นคนป่วยนั่นก็แย่ระดับหนึ่งแล้ว ยังมีความเบื่องานบวกเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่เป็นเจ้านายเขาแต่มันก็เบื่อ มองอนาคตตัวเองด้วยความกังวล ว่าวันนี้เราเป็นความดันสูง ไขมันสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ กินยาหนึ่งกำมือ สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไรผมมองออกหมดแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็ต้องไปทำบอลลูน ทำไปสักสองสามครั้งแล้วก็ต้องไปผ่าตัดบายพาส อย่างที่ผมทำให้คนไข้ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ ทำแล้วบ้างก็ดีขึ้น บ้างก็ไม่ดีขึ้น บ้างก็ตาย เพียงแต่คราวนี้จะเปลี่ยนเป็นตัวผมนอนอยู่บนเขียง ให้หมอรุ่นน้องคนอื่นเป็นคนผ่าตัดให้

ในช่วงที่ผ่าตัดอยู่ วันไหนอารมณ์ดีๆ ผมจะบอกหมอที่เป็นลูกศิษย์ว่าคุณรู้ไหม วันหนึ่งข้างหน้าคนรุ่นหลานของเราจะเล่าสู่กันฟังด้วยความตลกขบขันว่าสมัยคุณปู่เนี่ย คนเราทำไมโง่จังนะ แค่ไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจ หมอสมัยนั้นต้องเอาคนไข้มาผ่าแบะหน้าอกออกเพื่อทำบายพาสหลอดเลือด คือผมพูดอย่างนี้กับลูกน้องเพื่อจะย้ำให้เขาเห็นว่าการผ่าตัดบายพาสเป็นการรักษาแบบเกาไม่ถูกที่คัน แต่เราก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่มี เพื่อให้เขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ขยันค้นคว้าวิจัยหากวิธีรักษาที่ดีกว่านี้ แต่ว่ามาถึงตอนนี้ผมเป็นคนป่วยแล้ว และวันหนึ่งผมจะต้องมารับการรักษาด้วยวิธีซึ่งผมรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า “ไม่ใช่” ผมจะทำอย่างไรดี มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะดูแลตัวเองโดยไม่ต้องผ่าตัด คิดไปคิดมาแล้วคำตอบก็มีอยู่คำเดียว คือ...

“ไม่ทราบ”

ณ ตอนนั้นผมเรียนจบแพทย์มาได้สามสิบปีแล้ว ผ่านการเป็นแพทย์ทั่วไป แล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทั่วไป ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทรวงอก ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมต่างประเทศเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ทำงานพักหนึ่งแล้วก็ค่อยๆ จำกัดชนิดการผ่าตัดลงจนแทบจะเหลือแต่การผ่าตัดบายพาส คือมุดรูเล็กลงๆ เรื่อยๆ เหลือความรู้อยู่แต่เรื่องที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่นิดเดียว สามสิบปีที่ผ่านไป มีความรู้อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในวิชาแพทย์บ้าง ผมไม่ได้ติดตามเลย ผมตัดสินใจถอยกลับมาเรียนวิชาแพทย์ใหม่ด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่ยังทำงานอยู่นั่นแหละ ผมทำในสิ่งที่นักวิชาการเขาเรียกว่า “การทบทวนวรรณกรรม (literature review)“ คือถอยไปตั้งต้นย้อนยุคเมื่อผมจบแพทย์ใหม่ๆ แล้วไล่มาทีละปีพ.ศ.ว่านับตั้งแต่นั้นมามีงานวิจัยทางการแพทย์อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่ทราบบ้าง

งานวิจัยนี้ชื่อ EUROSAPIRE เป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ ใช้คนไข้โรคหัวใจถึง 13,935 คน ทำในโรงพยาบาลชั้นดีในยุโรป 67 รพ. ใน 22 ประเทศ และมีระยะติดตามดูนานถึง 12 ปี คือเขาติดตามดูคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการรักษาตามวิธีมาตรฐานปัจจุบัน กล่าวคือกินยา บอลลูน บายพาส คือจะดูว่าถ้าเป็นคนไข้ที่ดี หมอบอกให้กินยาก็กิน และรักษาอยู่กับโรงพยาบาลที่ดี หมอดี เครื่องมือดี ดูซิว่าผ่านไป 12 ปี แล้วคนไข้จะมีอะไรดีขึ้นบ้างไหม ผลวิจัยที่ได้ก็คือ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย อย่างเรื่องความอ้วน ยิ่งรักษากันไปก็ยิ่งอ้วนเผละยิ่งขึ้น ผ่านไปสี่ปีคนอ้วนเพิ่มขึ้น 25% ผ่านไปแปดปี เพิ่มขึ้นอีก 33% ผ่านไปสิบสองปี เพิ่มขึ้นเป็น 38%

มาดูความดันเลือดบ้าง ผ่านไปสี่ปีคนเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้น 32% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 43% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 56% เรียกว่ารักษาไปรักษามากลายเป็นความดันเลือดสูงซะมากกว่าครึ่ง มาดูการเป็นเบาหวานก็ได้ ผ่านไปสี่ปีเป็นเบาหวาน 17% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 20% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 28% คือการแพทย์แผนปัจจุบันนี้รักษาคนไข้โรคหัวใจยิ่งทำกันไปก็ยิ่งสาละวันเตี้ยลง พูดเป็นภาษาจิ๊กโก๋ก็คือ

“..วิธีการรักษาโรคหัวใจของการแพทย์แผนปัจจุบันที่ทำกันอยู่นี้มัน..ไม่เวอร์ค”

คราวนี้มาดูงานวิจัยนี้นะ หมอคนนี้ชื่อ Caldwell Esselstyn เขาเป็นหมอทางด้านต่อมไร้ท่อ เขาได้ทำงานวิจัยโดยเอาคนไข้โรคหัวใจของเขามา 22 คน จับทุกคนสวนหัวใจ ฉีดสี ถ่ายรูปไว้หมด ว่าคนไหน หลอดหัวใจตีบที่หลอดเลือดเส้นไหน ตีบมากตีบน้อยแค่ไหน แล้วถ่ายรูปไว้ แล้วให้คนไข้เหล่านี้กินแต่อาหารมังสะวิรัต กินอยู่นาน 5 ปี แล้วเอาคนไข้ทั้งหมดกลับมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปใหม่ แล้วเอารูปครั้งแรกและครั้งที่สองมาเปรียบเทียบกัน ก็พบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบของคนไข้เหล่านี้กลายเป็นโล่งขึ้น อย่างตัวอย่างคนไข้คนนี้ ก่อนเริ่มวิจัย ผลฉีดสีเป็นอย่างนี้ คือเวลาเราฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือดแล้วถ่ายเอ็กซเรย์ออกมาเป็นภาพยนตร์ ตัวสีจะเห็นเป็นสีขาวอย่างนี้ เวลาที่สีวิ่งผ่านจุดที่หลอดเลือดหัวใจมันตีบแคบหรือขรุขระ เนื้อสีสีขาวมันก็จะถูกบีบให้แคบและเห็นขอบขรุขระด้วยอย่างนี้ ส่วนภาพนี้เป็นผลการฉีดสีหลังจากกินมังสะวิรัติไปแล้วห้าปี จะเห็นว่ารอยตีบรอยขรุขระที่หลอดเลือดหายไป เหลือแต่ลำสีที่วิ่งได้เต็มหลอดเลือดตามปกติ

นี่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ยืนยันว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เราเชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นแล้วไม่มีทางหายนั้นไม่เป็นความจริง ผลการติดตามฉีดสีซ้ำนี้ยืนยันว่ามันหายได้ และในงานวิจัยของเอสเซลส์ทินนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้มันหายคือการปรับอาหารการกิน

บทสรุปของคุณหมอที่ได้ ณ จุดนั้นผมมานั่งคิดใคร่ครวญดู ตัวเราหรือก็อายุก็ห้าสิบกว่าแล้ว จะผ่าตัดหัวใจให้คนไข้ไปได้อีกอย่างมากก็สองสามร้อยคนแล้วก็เกษียณ ผ่าไปแล้วพวกเขาใช่ว่าจะหายจากโรค อีกสิบปีถ้ายังไม่ตายก็จะพากันกลับมาให้ผ่าใหม่ แล้วเวลาในชีวิตของผมเองก็เหลืออยู่จำกัด ยิ่งเวลาในชีวิตงวดลง เวลาก็ยิ่งดูจะมีค่ามากยิ่งขึ้นทุกที ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำผ่าตัดอีกต่อไปอย่างนี้หรือ ทำไมผมไม่ทิ้งการผ่าตัดให้คนรุ่นหลังเขาทำกันไปละ ตัวผมเปลี่ยนไปทำอะไรที่ช่วยคนไข้ในวงกว้างได้ถาวรกว่าการผ่าตัดหัวใจเสียไม่ดีกว่าหรือ

คิดได้แล้วผมก็ตัดสินใจเลย คือลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เลิกผ่าตัดหัวใจ หันไปเรียนหนังสือใหม่ ไปฝึกอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว จะได้ทำงานป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพได้เต็มไม้เต็มมือ อ่านหนังสือและทำวิจัยอยู่สองปีก็สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวหรือ Family Medicine ได้ ไปสอบกับหมอรุ่นเด็กๆตอนอายุห้าสิบปลายๆนะ ปูนนี้แล้วคนเราถ้าไม่ตั้งใจจริงก็คงไม่ทำ จากนั้นก็เปลี่ยนอาชีพมาเป็นหมอทั่วไป ไม่ผ่าตัด ไม่รักษาคนป่วยแล้ว แต่ให้คำแนะนำคนดีๆ ที่ยังไม่ป่วยว่าต้องเปลี่ยนชีวิตอย่างไร จึงจะไม่ป่วย

น่าเสียดายงานวิจัยมากหลายในโลก ที่บ่งบอกความจริงให้แก่คน แต่ทีวีไทย หนังสือพิมพ์ไทย สื่อไทย ... ไม่เคยกล่าวถึง มีแต่หลอกให้ดู ละครน้ำเน่า สนุกเฮฮา หาสาระไม่ได้เลยไปวันๆ ประเทศจึงถอยหลังลงคลองไปทุกวัน จากจะเทียบกับอเมริกา ยุโรป ก็ลดชั้น เป็นญี่ปุ่น แล้วก็ลดลงเป็นเกาหลี แล้วก็ลดลง .... ท้ายที่สุด ณ.วันนี้ กำลังจะถูกพม่าแซงแล้ว

เมื่อไหร่คนไทยจะมองความจริง ว่าประเทศเราไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ในด้านความเจริญของเทคโนโลยี หรือความรู้ใดๆ เพราะขาดเสียซึ่งองค์ความรู้ แต่สิ่งหนึ่งที่ในโลกไม่มีที่ใดมี และทำไม่ได้ นั่นคือ องค์ความรู่้เรื่องสมุนไพร

เราจึงเชื่อดั่งคำพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า สิ่งนี้แหละที่จะใช้กู้ประเทศ

วันใดที่ปัญหาสุขภาพของโลกเข้าขั้นวิกฤต องค์ความรู้นี้ถูกเผยแพร่และได้รับการยอมรับ ชีวิตใครใครก็รัก ญาติใครก็ห่วง ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีที่รอด มีหรือจะไม่มา

เมื่อเป็นที่เดียว ย่อมเลือกได้ กำหนดได้ จะมาต้องขึ้นเครื่องการบินไทย ประเทศไหนจะส่งคนไข้ยาเสพติดมา ต้องซื้อสินค้าเกษตรของไทย ... นี่แหละขุมทองของจริง ที่ไม่มีที่ใดในโลกแข่งได้ อยากทำก็ทำไม่ได้

ตื่นเถิดชาวไทย อย่าให้พ่อค้า กับหมอ และนักวิชาการ ที่หิวโหย โลภโมโทสัน หลอกอีกเลย แค่อยู่ตามปกติสุข ไม่ทานเคมี ก็สามารถใช้ชีวิตจนครบพรหมลิขิตแล้ว มีเจ็บป่วยบ้างก็เป็นธรรมดา หากเบื่อเจ็บ ก็มีสมุนไพรเป็นทางเลือก

งบประมาณสาธารณสุขปีหนึ่งมากมายมหาศาล นำมาพัฒนาประเทศได้สบาย แค่งบตรงนี้หายไป ประเทศก็ไม่ขาดดุลแล้ว

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

คุณสมบัติ


ความยุ่งยาก และถือเป็นบัญญัติของฟ้าดิน ในธรรมของพระภูมี นั่นคือ ช่วยใครไม่ได้เลย แม้นอยากสักฉันใด สิ่งที่ช่วยได้นั่นคือให้ความรู้ แล้วไปสร้างคุณสมบัติรองรับอำนาจบุญเอง

ความยากของบัญญัตินี้ ในพุทธประวัติเมื่อพระโคดมครั้นสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ยืนยัน... ว่าสำเร็จแล้ว ทรงพิจารณาสัตว์โลก ในความจริงข้อนี้ ก็ทรงเห็นว่ามนุษย์คงทำได้ยาก จึงเกิดความคิดที่จะอดอาหารเพื่อเข้านิพพานเลย หาใช่ความตามในพระไตรปิฏกไม่

หากแม้นตัดกิเลสได้ เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องมาหาบุญไปนิพพาน จึงได้สติจากคำเตือนของฟ้าดิน จนต้องกลับมาฉัน แล้วเราท่านจึงมีพระอรหันต์สาวก นับแสนรูป ให้เห็นเป็นประวัติศาสตร์

หลวงพ่อนิพนธ์เคยอรรถาธิบายว่า คุณสมบัติก็มีเป็นขั้นเป็นระดับ ใครที่อยากได้ ก็มาเรียนแล้วไปปฏิบัติ การปฏิบัติก็อุปมาเหมือนการสอบ ผลแห่งการปฏิบัติก็จะบอกได้ว่า จะเลื่อนขั้นได้หรือไม่

นี่จึงเป็นอีกเหตุหนึ่งแห่งการเข้าพรรษา เพื่อที่จะให้สงฆ์ได้มาเรียนรู้การปฏิบัติ แล้วฝึกฝนเตรียมพร้อม เมื่อออกพรรษา ก็ไปปฏิบัติกิจธุดงค์ นั่นคือการสอบ วนเวียนไปอย่างนี้จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

หลักธรรมชาติ ของการสร้างอำนาจ มีลักษณะเหมือนกัน ปฏิบัติเช่นเดียวกัน มีขั้นมีตอนเพื่อผลสัมฤทธิ์เฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือ กาย วาจา ใจ

การสร้างกรรมที่สมบูรณ์ จึงเกิดจากกรรมที่ประกอบพร้อม ทั้งกาย วาจา ใจ ฉันใดก็ฉันนั้น การประกอบธรรมที่สมบูรณ์ ก็เฉกเช่นเดียวกัน

หลักใหญ่ใจความ อยู่ที่คำ "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ค่าของน้ำหนักกรรมและธรรม จะมากน้อย ก็อยู่ที่ผลแห่งใจนั่นเอง

การมาปฏิบัติธรรมหมวดสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวย้ำเสมอ แพ้ชนะวัดกันที่ใจ ... สติเมื่อได้พิจารณาเหตุและผลที่พระภูมีทรงทิ้งไว้ให้ เกิดความเชื่อ ใจก็จะเกิดศรัทธา แล้วก็จะบังคับวาจา และกายให้ทำตาม

ผลแห่งการฟัง จะไม่มีทางบังเกิดเลย ไม่ว่าจะฟังมากสักฉันใด หากใจของผู้ฟังไม่เปิดรับ ภาพของศาสน์จึงเสมือนกับการปรบมือ จากคนสองคน ฝ่ายหนึ่งยื่นมือไป อีกฝ่ายไม่ยื่นมือมา หรือยื่นไปคนละทิศคนละทาง จะโบกมือสักฉันใด ออกแรงสักฉันใด ก็ไม่มีทางบังเกิดเสียง นั่นคือไม่มีทางสำเร็จได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า กระไดขั้นแรก ของคุณสมบัติ จึงเกิดจากความกตัญญู

ผู้ใดก็ตามที่สร้างบ้าน หากแต่ขาดเสียซึ่งเสาเข็ม คือความกตัญญู ภาพที่ดู อาจจะเป็นบ้านที่ใหญ่โต แข็งแรง หากแต่วันหนึ่งเมื่อเจอภัยที่รุนแรง ก็ต้องล้มครืน

พระภูมี จึงอุปมาคนที่มีจิตใจไม่มีกตัญญูเป็นพื้นฐานไว้ว่า "พวกเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง" หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวอุปมาให้ชัด ก็คือ ไม่ชอบคนให้ แต่ออยากได้สมุนไพรที่เขาแจก นั่นเอง

อันว่าธรรมสายกลาง อีกนัยหนึ่ง จึงหมายความว่า ไม่ว่าเป็นผู้ใด ศาสนาใด ชนเผ่าใด ก็สามารถทำได้ เมื่อทำได้ย่อมได้ผลเฉกเช่นเดียวกัน นี่เองจึงเป็นเหตุให้ธรรมของพระภูมี จึงมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ทั่วโลก ส่งคนมาศึกษาเล่าเรียน เพื่อนำกลับไปให้ชนของตนปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

หากใครที่ชอบประวัติศาสตร์ อาจจะเคยเจอการศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่กันอยู่ในวงแคบ เพราะไม่อยากให้คนรู้ นั่นคือเรื่องราวการสืบสาวประวัติของต้นตำนานบัญญัติสิบประการ ว่าแท้จริงแล้วก็เป็นพระรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนานั่นเอง ใครสนใจก็หาดูได้ในกูเกิล

บทสรุป ที่หลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำ ฟ้าดินเขาไม่ตัดสินที่พฤติกรรมภายนอก หากแต่ดูกันที่ใจ ดั่งพุทธประวัติ พระเทวทัต ที่แม้นจักออกบวช ประพฤติปฎิบัติ เรียกว่าเคร่งกว่าพระโคดมเสียอีก หากแต่ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำก็หาเป็นบุญไม่แม้นแต่สักน้อย ยิ่งเกิดเป็นมิจฉาทิฐิ ทำบาปหนักเข้าไปอีก

คำเตือนจากหลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเสมอว่า ไม่ได้บังคับ ไม่ชอบ ก็ไปหาที่ที่ตนชอบ อย่ามาเสียเวลาเลย หลอกตัวท่านอาจจะหลอกได้ แต่หลอกตาของฟ้าดินไม่ได้หรอก

คุณสมบัติ จึงต้องถูกเริ่มสร้างจากการบังคับกาย และวาจา ใจ ด้วยการบังคับให้สวดมนต์ และฟังเหตุและผล ... อยากรู้ว่าโรคของตนจะหายไหม จึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เพราะตนนั่นแหละจะรู้ดีว่า ใจของตนมีที่ว่างให้ธรรมแทรกเข้าไปมากน้อยเพียงใด ... นั่นแลคุณสมบัติที่ตนมี ก็มากน้อยเพียงนั้น ผลที่เกิดจากการทานสมุนไพร ก็เป็นไปตามสิ่งที่ทำได้

ด้วยเหตุความจริงข้อนี้ ใครก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมจึงบอกว่า คนที่เข้าห้องสวดมนต์แล้วยังคุย ยังหาความสงบไม่ได้ คนเหล่านี้คบไม่ได้ ก็เพราะคนเหล่านั้น แม้นแต่เพื่อช่วยตนยังไม่ทำ พูดให้หนักกว่า ฆ่าตัวเองยังทำได้ จะเชื่อหรือวางใจได้อย่างไรว่าจะรักเราหรือช่วยเราได้ นี่แหละหลักปราชญ์ จึงมีคำที่พระภูมีตรัส "ให้ช่วยตนก่อน แล้วจึงช่วยผู้อื่น" ด้วยสิ่งที่ช่วยตนได้จนพ้นภัย ย่อมเป็นสิ่งถูก เมื่อนำไปใช้ช่วยผู้อื่น ย่อมไม่พลาดผิด แต่ความรู้หรือสิ่งที่ตนทำ ยังไม่รู้ถูกผิด ยังช่วยตนไม่ได้ กลับไปอวดอ้างสอนคนอืน ความรู้นั้นย่อมอันตรายยิ่ง ...

ธรรมจักร ในความหมาย จึงเป็นที่มาของพระมาลัยที่ทำตนจนสำเร็จช่วยตนได้ มาทำหน้าที่หมุนกงล้อธรรมจักรให้เคลื่อน ด้วยความรู้ที่ถูกที่ตนมีนั่นเอง ... อันเป็นการแสดงถึงความกตัญญูต่อพระภูมี ประการหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า เมตตาธรรมนี่แหละเป็นคุณธรรมที่ใช้ค้ำจุนโลก .. ไม่ใช่พอตนรอดก็ตัวใครตัวมัน หากเป็นเช่นนั้น เราท่านคงไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอนสั่งสาวกดั่งในประวัติศาสตร์แล้ว


วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

เหมือนและต่าง


ธรรมชาติสร้างสองสิ่งมา นั่นคือ อาหาร และสมุนไพร

ความเหมือนของสองสิ่ง นั่นคือ จักแสดงผลก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการย่อยของท้อง แล้วร่างกายก็จักแยกแยะนำสารที่มีไปใช้ ตามที่ร่างกายต้องการ

หลวงพ่อนิพนธ์อธิบายให้เห็นว่า ความต่างของมันก็คือ อาหาร ไม่สนพฤติกรรมของผู้ทาน ไม่ว่าผู้ทานจะเป็นใคร เป็นอะไร ฐานะใด เมื่อทานก็ให้ผลเฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือ ทานแล้วก็โต เหมือนกันหมด

แต่สมุนไพรหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ผลแห่งการทานสมุนไพรกลับผูกติดกับพฤติกรรมของผู้ทาน อันหมายความว่า สมุนไพรสูตรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ชนิดเดียวกัน หม้อเดียวกัน ทานเหมือนกัน แต่ผลที่ได้กลับไม่เหมือนกัน จึงบัญญัติคำว่า นี่แหละผลแห่งการกระทำกำหนด เรียกว่า "ต่างกรรมต่างวาระ"

นี่เองจึงทำให้ธรรมหมวดสมุนไพร จึงต้องมีสองขา หนึ่งคือขาสมุนไพร อีกหนึ่งคือขาบุญ ...

ก็ด้วยขาบุญนี้เอง ที่พระภูมีชี้ให้เห็นทางว่าต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยพฤติกรรมเดิมนั้นมีนิสัยกรรมนำ สร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น เป็นเหตุแห่งที่มาของโรค ก็ต้องอาศัยนิสัยธรรมนำ สร้างสุขให้แก่ผู้อื่น

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาให้ดู ผลแห่งพฤติกรรม นั่นคือ การที่หมอปัจจุบัน มักจะสั่งให้คนไข้ ทำจิตใจให้สงบ ผ่อนคลาย สร้างสภาวะที่ร่าเริง แจ่มใส

กายวิภาคที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า ผลแห่งอารมณ์โกรธ จักทำให้เกิดสภาวะเป็นกรดแก๊สในกระเพาะ ที่หนักไปกว่านั้นนั่นคือ จักทำให้การทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ หยุดทำงาน หรือทำงานไม่เป็นปกติ

นี่เป็นสาเหตุอันเป็นต้นกำเนิดของโรคต่างๆ ตามมา ด้วยความเป็นพหูสูตรของพระภูมี รู้ธรรมชาติของมนุษย์ แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์จักช่วยคนเหล่านี้ ก็จึงต้องนำสัจจะ ไม่โกรธ ให้ปฏิบัติ เริ่มจากวันละ ๑ ชั่วโมง ผลที่ได้ก็จักเกิดมหาศาลแล้ว

ความเป็นปราชญ์และรอบรู้ธรรมชาติของกรรม ธรรมบัญญัติของพระภูมี ที่ให้กระทำ เสมือนยิงนกทีเดียวได้นกหลายตัว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เพราะการผูกติดกับพฤติกรรมนี้เอง ในยุคุถ้ำกระบอก จึงต้องเริ่มต้นด้วยการถวายสัจจะ ในการฟื้นฟูตน

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า สมุนไพรที่อื่น เขาทำเพื่อเลี้ยงตน ไม่ได้ทำเพื่อช่วยคน จะทำอย่างไร จะทานอย่างไร ก็แล้วแต่ ... หากแต่ความเป็นจริงคือ ไม่มีผลในการช่วยฟื้นฟูตน เฉกเช่นเดียวกับการทานยาหมอ ยาเคมี ... ซึ่งไม่ต้องสนพฤติกรรมใดๆ ของผู้ทานเลย หากแต่บัญญัติธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หากจะหวังซึ่งผลแห่งการทาน พฤติกรรมของผู้ทาน เป็นตัวกำหนดผลแห่งการทานนั้นๆ

และความเหมือนอาหารที่เด่นชัด สมุนไพรของพระภูมี จึงไม่มีเพื่อเฉพาะโรคใด เฉกเช่นอาหารที่ทาน ก็ไม่ได้ทานไปเพื่อส่วนใดของร่างกาย จึงไม่มีความจำเป็นต้องถามว่า เป็นโรคนี้ทานอะไร เป็นโรคนั้นทานอะไร ไม่มี สมุนไพรของพระภูมี จึงเป็นสูตรรอบครอบจักรวาล จัดการทั้งระบบอวัยวะ ๓๒ เป็นวัตถุดิบให้ร่างกายได้ไปฟื้นฟู สร้างภูมิ เมื่ออวัยวะสมบูรณ์ก็สามารถทำหน้าที่ในการกำจัดโรค หรืออาการที่เป็นได้เอง ตามธรรมชาติอยู่แล้ว

สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยน จึงมีสถานะ "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น" คำแนะนำของวิทยากรที่มักได้ยินบ่อยๆ นั่นคือ การสอนให้ไหว้ก่อนทาน เพราะการไหว้นั่นแสดงถึงว่าสิ่งนั้นเป็นของสูง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "ของสูงเท่านั้น จึงจะดึงวิญญาณของเราท่านขึ้นจากที่ต่ำได้"

การวางสถานะจึงเป็นสิ่งจำเป็น ... ถือไว้กับรองเท้า เก็บไว้ต่ำกว่าหมูกว่าผัก ในตู้เย็น ... สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นคำเตือนที่ได้ยินบ่อย จนหลายคนรำคาญ แต่นี่แหละคือพฤติกรรมที่มีผลต่อคุณค่าของสมุนไพรที่จะฟื้นฟูชีวิต

เราท่านจะมีความเชื่อ มีความเห็นประการใด ก็ไม่ว่ากัน .. แต่ตอนนี้เมื่อเราท่านเผชิญโรค มาบีบคั้น ต้องการแก้ไขด้วยวิธีสมุนไพรของพระภูมี ข้อปฏิบัติเหล่านี้ จำเป็นต้องทำ วางพฤติกรรมเดิมไว้ก่อน หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ดังภาษิต เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ... นั่นคือ ต้องทำ หากต้องการช่วยตน หากแต่เมื่อก้าวข้ามพ้น ช่วยตนจนสำเร็จ จะกลับไปทำตามพฤติกรรมเดิมๆที่ชอบ ก็ไม่ว่ากัน

บทสรุปที่เราอยากย้ำคำของหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง นั่นคือ บัญญัติธรรมของพระภูมี เป็นธรรมสายกลาง บัญญัติบุญเกิดจากมนุษย์และสัตว์ ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องทำกับพระ หรือทำที่วัดจึงเป็นบุญ นั่นพราหมณ์มันเขียนให้ตัวมันสุขสบาย

นี่แหละคือความยาก ที่คนมากหลายทำไม่ได้ ... แต่คนที่ทำได้ ย่อมประสพผล ไม่สนหรอกว่าโรคที่เป็นจะคือโรคอะไร ขอเพียงยังมีพรหมลิขิต ย่อมถึงฝั่งความไม่มีโรคอย่างแน่นอน และก็ทุกยุคทุกสมัยก็ประจักษ์ว่า มีผู้ที่ทำได้ แม้นจะน้อย แต่ก็มีเป็นแสน เล่าขานมาจนทุกวันนี้

อย่างน้อยตอนนี้ แค่โรคมะเร็ง เราท่านก็เห็นคนประสพผลเป็นร้อย เดินให้เห็นเป็นประจักษ์